บทความทั้งหมด

ราคา Forex เกิดขึ้นอย่างไร? Bid, Ask และผู้ให้สภาพคล่อง

ราคา EURUSD บนหน้าจอ MT5 เปลี่ยนหลายครั้งต่อวินาที แต่ไม่มีตลาดกลางแห่งไหนประกาศราคานั้น ราคาที่เห็นเกิดจากผู้ให้ราคาหลายรายส่งราคาเข้ามา ระบบของโบรกเกอร์รวมราคาเหล่านั้น แล้วปรับเป็นราคาที่ลูกค้าเห็น การเข้าใจเส้นทางนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม Spread ถ่างในบางช่วง และทำไมกราฟแต่ละโบรกเกอร์ไม่เหมือนกันทุกจุด

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Bid คือราคาที่ขายได้ Ask คือราคาที่ซื้อได้ ส่วนต่างคือ Spread ซึ่งเป็นต้นทุนแรกของทุกไม้
  • ผู้ให้สภาพคล่อง (LP) เช่น ธนาคารและบริษัทดูแลสภาพคล่อง ส่งราคาซื้อขายให้โบรกเกอร์ตลอดเวลา
  • ระบบรวมราคา เลือก Bid สูงสุดและ Ask ต่ำสุดจากหลายแหล่ง ราคาที่รวมแล้วจึงแคบกว่าแหล่งเดียว
  • โบรกเกอร์อาจบวกส่วนเพิ่มใน Spread หรือคิด Commission แยก ขึ้นกับประเภทบัญชี
  • ช่วงข่าวและช่วงตลาดบาง LP ถ่างราคาหรือหยุดส่งราคา Spread ที่ลูกค้าเห็นจึงกว้างขึ้นทันที

Bid, Ask และ Spread

ทุกสัญลักษณ์มีสองราคาเสมอ Bid คือราคาที่ผู้ให้ราคาพร้อมรับซื้อ เราจึงขายได้ที่ราคานี้ Ask คือราคาที่ผู้ให้ราคาพร้อมขาย เราจึงซื้อได้ที่ราคานี้ Ask สูงกว่า Bid เสมอ และส่วนต่างคือ Spread นับเป็น pip ตามที่อธิบายใน Pip และ Point

กราฟใน MT5 โดยค่าเริ่มต้นวาดจากราคา Bid ไม้ Buy เปิดที่ Ask และปิดที่ Bid ส่วนไม้ Sell เปิดที่ Bid และปิดที่ Ask ผลคือ Stop Loss ของไม้ Sell ถูกแตะด้วยราคา Ask ได้ ทั้งที่เส้นกราฟ Bid ยังไม่ถึงระดับนั้น โดยเฉพาะตอน Spread กว้าง

ผู้ให้สภาพคล่องคือใคร

ผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider หรือ LP) คือสถาบันที่พร้อมเสนอทั้งราคาซื้อและราคาขายอย่างต่อเนื่อง กลุ่มหลักคือธนาคารขนาดใหญ่ที่เป็นผู้ให้ราคาในตลาด Interbank และบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารซึ่งดูแลสภาพคล่องด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างผู้ร่วมตลาดทั้งหมดอธิบายไว้ใน ใครเทรดในตลาด Forex

LP แต่ละรายตั้งราคาจากคำสั่งที่เห็น สถานะที่ถืออยู่ และความเสี่ยงที่ประเมินในขณะนั้น ราคาจากแต่ละรายจึงต่างกันเล็กน้อยตลอดเวลา และแต่ละราคาใช้ได้กับปริมาณจำกัด ไม่ใช่ทุกขนาดคำสั่ง

ระบบรวมราคาทำงานอย่างไร

โบรกเกอร์ที่เชื่อมกับ LP หลายรายใช้ระบบรวมราคา (Aggregator) ดึงราคาจากทุกแหล่งพร้อมกัน ในรูปแบบพื้นฐานจะเลือก Bid ที่สูงที่สุดและ Ask ที่ต่ำที่สุด ราคาที่ได้จึงมักแคบกว่าราคาของ LP รายใดรายหนึ่ง เพราะฝั่งซื้อและฝั่งขายอาจมาจากคนละราย

ตารางราคา Bid และ Ask จากผู้ให้สภาพคล่องสี่ราย ระบบรวมราคาได้ Spread ดิบ 0.4 pip ในช่วงปกติและ 3.5 pip ในช่วงข่าว ก่อนบวกส่วนเพิ่มของโบรกเกอร์

ในตัวอย่างช่วงปกติ Bid สูงสุดคือ 1.08505 จาก LP B และ Ask ต่ำสุดคือ 1.08509 จาก LP C Spread ดิบจึงเป็น 0.4 pip ขณะที่ LP แต่ละรายเสนอ Spread ตั้งแต่ 0.7 ถึง 1.0 pip ในช่วงข่าว LP B หยุดส่งราคาและรายที่เหลือถ่างราคาออก ราคารวมที่ดีที่สุดกลายเป็น 1.08485 / 1.08520 หรือ Spread ดิบ 3.5 pip

โบรกเกอร์เพิ่มอะไรเข้าไป

ราคาที่รวมแล้วยังไม่ใช่ราคาที่ลูกค้าเห็นเสมอไป โบรกเกอร์มีรายได้สองแบบหลัก คือบวกส่วนเพิ่ม (Markup) เข้าไปใน Spread หรือส่ง Spread ดิบแล้วคิด Commission แยก ซึ่งตรงกับบัญชีแบบ Standard และแบบ Raw หรือ ECN ใน ประเภทบัญชีเทรด

ในภาพ สมมติโบรกเกอร์บวกส่วนเพิ่มฝั่งละ 0.3 pip ลูกค้าจึงเห็น Bid 1.08502 และ Ask 1.08512 เป็น Spread 0.4 + 0.6 = 1.0 pip ในช่วงข่าวส่วนเพิ่มเท่าเดิม แต่ Spread ที่ลูกค้าเห็นกลายเป็น 3.5 + 0.6 = 4.1 pip ที่ราคา 1.08482 / 1.08523

ทำไมราคาแต่ละโบรกเกอร์ต่างกันเล็กน้อย

  • ชุด LP ต่างกัน — ในภาพ โบรกเกอร์ที่เชื่อมเฉพาะ LP A และ D ได้ราคารวม 1.08504 / 1.08510 ต่างจากโบรกเกอร์ที่เชื่อมครบสี่ราย
  • ส่วนเพิ่มและการกรองราคาต่างกัน — บางแห่งกรองราคาที่ผิดปกติออกก่อนแสดง
  • เวลาของเซิร์ฟเวอร์ต่างกัน — แท่งเทียนรายวันเปิดปิดคนละเวลา รูปร่างแท่งจึงไม่เหมือนกัน
  • ความเร็วในการรับราคาต่างกัน — ช่วงราคาขยับเร็ว ความหน่วงเพียงเล็กน้อยทำให้ไส้เทียนสูงต่ำต่างกัน

ความต่างเหล่านี้มักเล็กในช่วงปกติแต่ชัดขึ้นในช่วงข่าว Stop Loss จึงโดนในบัญชีหนึ่งแต่ไม่โดนในอีกบัญชีได้

Spread ถ่างเมื่อไร และทำไม

LP ถ่างราคาเมื่อความไม่แน่นอนสูง หรือเมื่อหาคู่สัญญามาหักล้างความเสี่ยงได้ยาก ผลที่ลูกค้าเห็นคือ Spread กว้างขึ้นและราคากระโดด

  • ช่วงประกาศข่าวสำคัญ — LP ไม่อยากถือความเสี่ยงระหว่างที่ราคาอาจกระโดด บางรายหยุดส่งราคาชั่วคราว ดูเวลาได้ใน ปฏิทินเศรษฐกิจ
  • ช่วงรอยต่อของวัน — หลังตลาดนิวยอร์กปิด ผู้ให้ราคาน้อยลง Spread มักกว้างขึ้นชั่วคราว
  • ช่วงเปิดตลาดวันจันทร์และวันหยุดยาว — สภาพคล่องยังไม่กลับมาเต็มที่
  • คู่เงินที่สภาพคล่องต่ำ — มีผู้ให้ราคาน้อย Spread จึงกว้างเป็นปกติ

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือความลึกของราคา แต่ละราคาที่เสนอมีปริมาณจำกัด คำสั่งขนาดใหญ่อาจต้องจับคู่กับหลายระดับราคา ราคาเฉลี่ยที่ได้จึงแย่กว่าราคาบนจอ ซึ่งเป็นที่มาหนึ่งของ Slippage

ผลต่อการเทรดจริง

  • ใช้ Spread ในช่วงที่เทรดจริงคำนวณต้นทุน — ไม่ใช่ค่าต่ำสุดในช่วงตลาดคึกคัก อ่านเพิ่มใน ต้นทุนการเทรด
  • เผื่อระยะ Stop Loss ของไม้ Sell — เพราะถูกแตะด้วยราคา Ask ไม่ใช่เส้น Bid บนกราฟ
  • ตั้งค่า Spread สูงสุดใน EA ถ้ามีให้ตั้ง — เพื่อไม่ให้เปิดไม้ในช่วงที่ Spread ถ่าง
  • เลี่ยงคำสั่งตลาดช่วงรอยต่อของวัน — ถ้ากลยุทธ์ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับช่วงนั้น

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่ามีราคากลางราคาเดียว — แล้วสรุปว่าราคาผิดเมื่อเห็นไส้เทียนต่างจากแหล่งอื่นเล็กน้อย
  • ดูแต่เส้น Bid บนกราฟ — แล้วงงว่าทำไมไม้ Sell โดน Stop Loss ก่อนเส้นกราฟถึง ควรเปิดแสดงเส้น Ask ไว้ด้วย
  • เทียบ Spread จากโฆษณา — แทนการบันทึก Spread จริงในช่วงเวลาที่เทรด

สรุป

ราคา Forex ที่เห็นบนจอผ่านสามขั้น LP หลายรายเสนอราคา ระบบรวมราคาเลือกราคาที่ดีที่สุด แล้วโบรกเกอร์ปรับตามโครงสร้างรายได้ของบัญชี เมื่อ LP ถ่างราคาหรือหยุดส่งราคา Spread ที่ลูกค้าเห็นจึงกว้างขึ้นทันที ขั้นต่อไปคือดูว่าหลังกดส่งคำสั่ง คำสั่งถูกจัดการอย่างไรใน Market Maker กับ ECN/STP