Correlation Risk คืออะไร? ความเสี่ยงซ้อนจากคู่เงินที่วิ่งไปด้วยกัน

การเปิดหลายไม้พร้อมกันดูเหมือนเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าคู่เงินเหล่านั้นเคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน สองไม้ที่เสี่ยงไม้ละ 1% อาจเป็นความเสี่ยงก้อนเดียวขนาดเกือบ 2% โดยไม่รู้ตัว บทความนี้อธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงินทำให้ความเสี่ยงซ้อนกันอย่างไร วิธีคิดเป็นสกุลเงินเดียว และวิธีตั้งเพดานความเสี่ยงรวม
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Correlation วัดว่าสองคู่เงินเคลื่อนไหวไปด้วยกันแค่ไหน มีค่าตั้งแต่ −1 ถึง +1
- คู่ที่มีสกุลเงินร่วมกัน เช่น EURUSD กับ GBPUSD มักเป็นบวก ส่วน EURUSD กับ USDCHF มักเป็นลบ
- คิดทุกไม้เป็นสกุลเงินเดียว จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วกำลังซื้อหรือขายอะไรอยู่เท่าไร
- ค่าสหสัมพันธ์เปลี่ยนตามช่วงเวลา ค่าที่เคยสูงอาจลดลงหรือกลับทิศได้
- จำกัดความเสี่ยงรวมต่อธีม เช่นต่อสกุลเงิน แทนการจำกัดแค่ความเสี่ยงต่อไม้
Correlation คืออะไร
Correlation หรือค่าสหสัมพันธ์ (ρ) บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของสองราคาสัมพันธ์กันแค่ไหน ค่า +1 คือขึ้นลงพร้อมกันเสมอ ค่า −1 คือสวนทางกันเสมอ และค่าใกล้ 0 คือแทบไม่สัมพันธ์กัน การคำนวณควรใช้การเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น % เปลี่ยนแปลงรายวัน ไม่ใช่ตัวราคาโดยตรง เพราะราคาสองชุดที่มีแนวโน้มทั้งคู่อาจดูสัมพันธ์กันสูงทั้งที่รายวันไม่ได้เคลื่อนไหวไปด้วยกัน
ทำไมคู่เงินจึงสัมพันธ์กัน
คู่เงินหลักส่วนใหญ่มีดอลลาร์อยู่ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าทั้งตลาด คู่ที่มี USD เป็นสกุลหลังอย่าง EURUSD และ GBPUSD จึงมักเคลื่อนไหวทางเดียวกัน ส่วนคู่ที่ USD อยู่ด้านหน้าอย่าง USDCHF มักเคลื่อนไหวสวนทาง ภาพรวมของแรงนี้ดูได้จาก Dollar Index (DXY) นอกจากนี้ภาวะตลาดแบบ Risk-on / Risk-off ยังทำให้สินทรัพย์หลายกลุ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันในบางช่วง
คิดเป็น USD แล้วจะเห็นความเสี่ยงจริง
วิธีที่ใช้ได้ทันทีคือแปลงทุกไม้เป็นสกุลเงินเดียวกันว่ากำลังซื้อหรือขายเท่าไร ตัวอย่างใช้บัญชี 10,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% ต่อไม้ หรือ 100 ดอลลาร์ แล้วคำนวณขนาดไม้จากระยะ Stop Loss ตามวิธีใน Position Sizing

กรณี A ซื้อ EURUSD 0.50 lot ที่ 1.1000 คือขาย USD มูลค่า 55,000 ดอลลาร์ และซื้อ GBPUSD 0.40 lot ที่ 1.2700 คือขาย USD อีก 50,800 ดอลลาร์ รวมเป็นการขาย USD 105,800 ดอลลาร์ ถ้าดอลลาร์แข็งค่าจนโดน Stop Loss ทั้งสองไม้ในการเคลื่อนไหวเดียวกัน จะเสีย 200 ดอลลาร์ หรือ 2R ในครั้งเดียว กรณี B ซื้อ EURUSD 0.50 lot คู่กับซื้อ USDCHF 0.44 lot ซึ่งคือซื้อ USD 44,000 ดอลลาร์ USD จึงเหลือสุทธิแค่ขาย 11,000 ดอลลาร์
ความผันผวนรวมของสองไม้
ถ้าสองไม้เสี่ยงเท่ากัน ความผันผวนรวมเทียบกับไม้เดียวคือ √(2 + 2ρ) กราฟด้านขวาของภาพใช้ค่า ρ สมมติ ที่ ρ = +0.9 ได้ 1.95 เท่า ใกล้กับการเปิดไม้เดียวขนาดสองเท่า ที่ ρ = 0 ได้ 1.41 เท่า และที่ ρ = −0.9 เหลือเพียง 0.45 เท่า ข้อสรุปคือจำนวนไม้ไม่ได้บอกว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว สิ่งที่บอกคือไม้เหล่านั้นสัมพันธ์กันแค่ไหน
คู่ที่สวนทางกันไม่ใช่ความเสี่ยงศูนย์
กรณี B ดูเหมือนสองไม้หักล้างกัน แต่เมื่อ USD หายไปจากสมการ สิ่งที่ถืออยู่จริงคือซื้อ EUR ขาย CHF ถ้า CHF แข็งค่าเทียบทุกสกุล EURUSD จะลง และ USDCHF ก็ลง สองไม้ขาดทุนพร้อมกันได้ การเปิดไม้สวนทางจึงเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้ทำให้หายไป แนวคิดการถือสถานะสองฝั่งอธิบายเพิ่มใน Hedging
Correlation เปลี่ยนตามช่วงเวลา
ค่าสหสัมพันธ์ที่คำนวณจากข้อมูลช่วงหนึ่งไม่ใช่ค่าคงที่ ช่วงที่ข่าวของสกุลใดสกุลหนึ่งมีน้ำหนักมาก เช่น การประชุมธนาคารกลางของยุโรปหรืออังกฤษ EURUSD กับ GBPUSD อาจแยกทางกันชั่วคราว ในทางกลับกัน ช่วงตลาดตึงเครียดหลายคู่อาจวิ่งไปทางเดียวกันมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงซ้อนเจ็บที่สุด
- คำนวณจากข้อมูลล่าสุด — เช่น 50 ถึง 100 แท่งของ Timeframe ที่ใช้เทรด แล้ววัดใหม่เป็นระยะ
- ดูหลายช่วงเวลา — ถ้าค่าช่วงสั้นกับช่วงยาวต่างกันมาก แปลว่าความสัมพันธ์ยังไม่นิ่ง
- อย่าใช้ค่าต่ำเป็นเหตุผลเปิดเพิ่ม — ช่วงตลาดผันผวน ค่าที่ต่ำอาจกลับขึ้นสูงได้เร็ว
ตั้งเพดานความเสี่ยงรวม
- นับเป็นธีม — ไม้ที่ขาย USD ทุกไม้นับรวมเป็นกลุ่มเดียว แม้จะเป็นคนละคู่
- เพดานต่อธีม — เช่น ความเสี่ยงรวมของกลุ่มเดียวกันไม่เกิน 1.5% ถ้าต้องการสองไม้ ให้ลดเหลือไม้ละ 0.75%
- เพดานรวมทั้งบัญชี — รวม Stop Loss ของทุกไม้ที่เปิดอยู่ ไม่ให้เกินระดับที่รับได้ในวันแย่ที่สุด
- เลือกไม้ที่ดีที่สุด — ถ้าสัญญาณเกิดพร้อมกันหลายคู่ที่สัมพันธ์กัน บางครั้งการเลือกคู่เดียวคือการคุมความเสี่ยงที่ง่ายที่สุด
ตัวเลข 1.5% และ 0.75% เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ค่าแนะนำ สิ่งสำคัญคือกำหนดไว้ในแผนก่อนเปิดไม้ ไม่ใช่ตัดสินหลังเห็นว่าหลายคู่ขาดทุนพร้อมกัน
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
- นับจำนวนไม้แทนความเสี่ยงรวม — สามไม้ที่ขาย USD คือความเสี่ยงเรื่องเดียว
- คำนวณ Correlation จากราคาแทนการเปลี่ยนแปลง — ได้ค่าที่สูงเกินจริง
- คิดว่าคู่ที่สวนทางคือการป้องกันความเสี่ยงฟรี — สิ่งที่เหลืออยู่คือความเสี่ยงอีกคู่หนึ่ง
- ใช้ค่าเก่าหลายเดือนโดยไม่ตรวจใหม่ — ความสัมพันธ์เปลี่ยนได้
สรุป
Correlation Risk คือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ระหว่างไม้ ไม่ใช่ในไม้ใดไม้หนึ่ง การแปลงทุกไม้เป็นสกุลเงินเดียว วัดความสัมพันธ์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นระยะ และตั้งเพดานความเสี่ยงต่อธีม ทำให้เห็นก่อนว่าวันที่ตลาดวิ่งทางเดียวจะเสียได้เท่าไร ขั้นต่อไปคือดูว่าขนาดความเสี่ยงต่อไม้ที่เหมาะมีเพดานทางทฤษฎีอย่างไรใน Kelly Criterion



Discussion