บทความทั้งหมด

Carry Trade คืออะไร? เก็บส่วนต่างดอกเบี้ยผ่าน Swap และความเสี่ยงที่ต้องรู้

Carry Trade คือการถือสถานะในทิศที่ได้รับ Swap เป็นบวก เพราะสกุลที่ซื้อมีดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลที่ขาย รายได้ต่อคืนดูเล็กแต่สะสมได้ทุกวัน ส่วนความเสี่ยงอยู่ที่ราคา ซึ่งอาจเดินสวนในไม่กี่วันจนลบ Swap ที่เก็บมาทั้งปี บทความนี้คำนวณทั้งสองด้านด้วยตัวอย่างสมมติ

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Carry คือส่วนต่างดอกเบี้ยของสองสกุล — ซื้อสกุลดอกเบี้ยสูง ขายสกุลดอกเบี้ยต่ำ แล้วรับส่วนต่างผ่าน Swap
  • Swap จริงต่ำกว่าตัวเลขทางทฤษฎี — โบรกเกอร์หักส่วนต่างของตัวเอง บางคู่จึงติดลบทั้งสองฝั่ง
  • รายได้ช้า ความเสี่ยงเร็ว — ราคาที่ลงไม่กี่ร้อย pips ลบ Swap ที่สะสมมาหลายเดือนได้
  • ช่วง Risk-off คือจุดอันตราย — สถานะ Carry มักถูกปิดพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาวิ่งแรง
  • Carry เปลี่ยนตามดอกเบี้ย — ค่าที่เห็นวันนี้ไม่ได้คงที่ตลอดช่วงที่ถือ

Carry Trade คืออะไร

ทุกคู่เงินประกอบด้วยสองสกุล และแต่ละสกุลมีอัตราดอกเบี้ยของตัวเอง การถือสถานะข้ามคืนเทียบได้กับการถือสกุลที่ซื้อและยืมสกุลที่ขาย ถ้าสกุลที่ซื้อให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ผู้ถือจะได้รับส่วนต่าง ถ้ากลับกันจะต้องจ่าย ส่วนต่างนี้ถูกคิดเป็น Swap ทุกคืนที่ถือสถานะไว้ ตามที่อธิบายใน Swap คืออะไร

Carry Trade ใช้ประโยชน์จากส่วนต่างนี้โดยตรง ผู้ใช้เลือกคู่ที่ส่วนต่างกว้าง ถือฝั่งที่ได้รับ Swap และมักถือนานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน จึงเป็นแนวทางที่ใกล้กับการถือยาวมากกว่าการเทรดสั้น

Swap มาจากส่วนต่างดอกเบี้ยอย่างไร

ตัวเลขที่โบรกเกอร์ใช้คิด Swap มักอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน ซึ่งเคลื่อนไปตามดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางแต่ไม่เท่ากันพอดี จากนั้นโบรกเกอร์หักส่วนต่างของตัวเองออกทั้งฝั่ง Buy และ Sell ผลคือฝั่งที่ได้รับจะได้น้อยกว่าทฤษฎี และฝั่งที่จ่ายจะจ่ายมากกว่าทฤษฎี

  • ส่วนต่างตามทฤษฎี — มูลค่าสัญญา × (ดอกเบี้ยสกุลที่ซื้อ − ดอกเบี้ยสกุลที่ขาย) ÷ 365 ต่อคืน
  • Swap ฝั่งที่ได้รับ — ส่วนต่างตามทฤษฎี หักส่วนที่โบรกเกอร์คิด
  • Swap ฝั่งที่จ่าย — ส่วนต่างตามทฤษฎีในทิศลบ บวกส่วนที่โบรกเกอร์คิดเพิ่ม

ตัวอย่างการคำนวณ Swap ต่อคืนและต่อปี

สมมติคู่เงิน A/USD ราคา 0.6500 สกุล A มีดอกเบี้ย 5.00% และ USD มีดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี โบรกเกอร์หักส่วนต่าง 1.50% ต่อปีต่อฝั่ง อัตราทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่อัตราของคู่เงินจริง ถ้า Buy 1 lot หรือ 100,000 หน่วยของสกุล A มูลค่าสัญญาคือ 65,000 ดอลลาร์

ตัวอย่างสมมติ Swap ต่อคืนของ 1 lot ตามทฤษฎีและหลังหักส่วนของโบรกเกอร์ทั้งฝั่ง Buy และ Sell เทียบกับขาดทุนเมื่อราคาลง 200 pips

ส่วนต่างตามทฤษฎีคือ 4.00% ต่อปี คิดเป็น 7.12 ดอลลาร์ต่อคืน แต่หลังหักส่วนของโบรกเกอร์ ฝั่ง Buy ได้จริงเพียง 2.50% หรือ 4.45 ดอลลาร์ต่อคืน ส่วนฝั่ง Sell จ่าย 5.50% หรือ 9.79 ดอลลาร์ต่อคืน ถ้าถือฝั่ง Buy ครบหนึ่งปี Swap รวมคือ 1,625 ดอลลาร์ เมื่อ 1 pip ของ 1 lot มีค่า 10 ดอลลาร์ รายได้ทั้งปีนี้จึงเท่ากับราคาขยับเพียง 162.5 pips

Swap จริงของโบรกเกอร์ต่างจากทฤษฎีตรงไหน

  • ส่วนต่างของโบรกเกอร์ — ถ้าส่วนต่างดอกเบี้ยแคบกว่าส่วนที่โบรกเกอร์หัก Swap จะติดลบทั้งสองฝั่ง
  • หน่วยที่แสดง — Specification ของสัญลักษณ์อาจแสดงเป็น points หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องแปลงเป็นเงินก่อนเทียบ
  • คืนที่คิดสามเท่า — มักเป็นคืนวันพุธเพื่อชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ขึ้นกับโบรกเกอร์และสินทรัพย์
  • ค่าเปลี่ยนได้ตลอด — โบรกเกอร์ปรับ Swap ตามอัตราตลาด บางบัญชีไม่มี Swap แต่อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นแทน

ก่อนเลือกคู่เงินจึงควรเปิดดู Swap ทั้งฝั่ง Buy และ Sell ของบัญชีที่ใช้จริง ไม่ใช่คำนวณจากดอกเบี้ยนโยบายที่เห็นในข่าว

ความเสี่ยงหลัก: การ Unwind ในช่วง Risk-off

สกุลดอกเบี้ยสูงมักเป็นสกุลที่ตลาดถือเมื่อมั่นใจ ส่วนสกุลดอกเบี้ยต่ำที่ใช้เป็นฝั่งขายมักเป็นสกุลที่ถูกซื้อกลับเมื่อตลาดกลัว เมื่อเกิดช่วง Risk-off ผู้ถือ Carry จำนวนมากปิดสถานะพร้อมกัน ราคาจึงวิ่งแรงและเร็วกว่าช่วงปกติ การเคลื่อนไหวนี้เรียกว่าการ Unwind

ในตัวอย่างเดิม ถ้าราคาลงจาก 0.6500 เป็น 0.6300 หรือ 200 pips ขาดทุนจากราคาคือ 2,000 ดอลลาร์ เท่ากับ Swap ฝั่ง Buy ประมาณ 449 คืน แม้จะถือมาครบปีและเก็บ Swap ได้ 1,625 ดอลลาร์ ผลรวมก็ยังติดลบ 375 ดอลลาร์ Carry จึงเป็นรายได้เสริมของสถานะ ไม่ใช่สิ่งที่ป้องกันราคาที่เดินสวน

ดอกเบี้ยเปลี่ยน Carry ก็เปลี่ยน

ส่วนต่างที่ทำให้ Carry น่าสนใจขึ้นกับนโยบายของธนาคารกลางทั้งสองฝั่ง ถ้าประเทศดอกเบี้ยสูงเริ่มลดดอกเบี้ย หรือประเทศดอกเบี้ยต่ำเริ่มขึ้น ส่วนต่างจะแคบลง Swap ลดลง และราคามักปรับตัวก่อนที่ Swap จะเปลี่ยนจริง เพราะตลาดคาดการณ์ล่วงหน้า อ่านความสัมพันธ์นี้เพิ่มใน ธนาคารกลางและอัตราดอกเบี้ย

ขนาดไม้และ Leverage

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเพิ่มขนาดไม้เพื่อให้ Swap ต่อคืนดูเป็นตัวเงินที่น่าสนใจ แต่ขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้ทุก pip ที่ราคาเดินสวนมีค่าเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน การถือยาวยังต้องเผื่อ Free Margin สำหรับช่วงที่ราคาแกว่งแรง ขนาดไม้ควรคำนวณจากระยะ Stop Loss และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อน แล้วค่อยดูว่า Swap ของขนาดนั้นเป็นเท่าไร ตามแนวคิดใน Leverage คืออะไร

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ดูแค่ Swap ต่อคืน — โดยไม่แปลงเป็นจำนวน pips ที่ราคาขยับแล้วลบได้
  • ถือโดยไม่มี Stop Loss เพราะได้ Swap ทุกคืน — รายได้ต่อคืนไม่ได้จำกัดขาดทุนจากราคา
  • ใช้ดอกเบี้ยนโยบายแทน Swap จริง — ตัวเลขของโบรกเกอร์คือสิ่งที่จะถูกคิดจริง
  • ถือหลายคู่ที่มีสกุลฝั่งขายเดียวกัน — ในช่วง Risk-off ทุกไม้มักขาดทุนพร้อมกัน

สรุป

Carry Trade ให้รายได้จาก Swap ที่สะสมช้าแต่สม่ำเสมอ แลกกับความเสี่ยงที่ราคาเดินสวนเร็ว โดยเฉพาะช่วง Risk-off ก่อนใช้ควรตรวจ Swap จริงทั้งสองฝั่ง แปลง Swap เป็นจำนวน pips และกำหนดขนาดไม้จาก Stop Loss เสมอ แนวทางการถือยาวและทุนที่ต้องมีอธิบายไว้ใน Position Trading