บทความทั้งหมด

Leverage คืออะไร? เกี่ยวกับ Margin และความเสี่ยงอย่างไร

Leverage เป็นคำที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดคำหนึ่งในการเทรด Forex หลายคนเห็นตัวเลข 1:500 หรือ 1:1000 แล้วคิดว่าเสี่ยงมากโดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่า Leverage เปลี่ยนอะไรและไม่เปลี่ยนอะไร พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เทียบกันได้

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Leverage คืออัตราส่วนระหว่างมูลค่าสัญญากับเงินที่ถูกกันไว้เป็น Margin
  • Leverage สูงขึ้นทำให้ Margin ที่ใช้ต่อไม้ลดลง
  • ความเสี่ยงต่อ pip ขึ้นกับขนาดไม้ ไม่ได้ขึ้นกับ Leverage
  • ความเสี่ยงเพิ่มเมื่อใช้ Margin ที่ว่างอยู่ไปเปิดขนาดใหญ่ขึ้น
  • Leverage ที่สูงช่วยให้มี Free Margin มากขึ้น ซึ่งช่วยลดโอกาสโดน Stop Out เมื่อขนาดไม้เท่าเดิม

Leverage คืออะไร

Leverage 1:500 หมายความว่าเงินที่ถูกกันไว้เป็น Margin เท่ากับหนึ่งในห้าร้อยของมูลค่าสัญญา ตัวอย่างเช่นเปิด EURUSD 0.10 lot ที่ราคา 1.1000 มูลค่าสัญญาคือ 11,000 ดอลลาร์ ที่ 1:500 โบรกเกอร์กันไว้ 11,000 ÷ 500 = 22 ดอลลาร์

เงิน 22 ดอลลาร์นี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมและไม่ได้ถูกหักออกไป แต่ถูกล็อกไว้ระหว่างที่ถือสถานะ และคืนกลับมาเป็น Free Margin เมื่อปิดไม้

Leverage เปลี่ยน Margin แต่ไม่เปลี่ยนความเสี่ยงต่อ pip

ถ้าเปิดสถานะขนาดเท่าเดิมบนบัญชีที่ Leverage ต่างกัน สิ่งที่เปลี่ยนคือ Margin ที่ถูกกันไว้ ส่วนผลของการขยับราคาแต่ละ pip เท่าเดิมทุกกรณี

กราฟ Margin ที่ต้องใช้สำหรับ EURUSD 0.10 lot ที่ Leverage 1:30 ถึง 1:1000 เทียบกับมูลค่าต่อ pip ที่เท่าเดิม

จากภาพ EURUSD 0.10 lot ใช้ Margin ตั้งแต่ประมาณ 367 ดอลลาร์ที่ 1:30 ไปจนถึง 11 ดอลลาร์ที่ 1:1000 แต่ทุกกรณีขยับ 1 pip มีค่า 1 ดอลลาร์เท่ากัน ถ้าวาง Stop Loss 30 pips ความเสี่ยงของไม้นี้คือ 30 ดอลลาร์ไม่ว่าบัญชีจะตั้ง Leverage เท่าไร

แล้วความเสี่ยงของ Leverage สูงอยู่ตรงไหน

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข Leverage แต่อยู่ที่สิ่งที่มันเปิดให้ทำได้ เมื่อ Margin ต่อไม้ต่ำ บัญชีเล็กก็เปิดขนาดใหญ่ได้มาก ถ้าใช้ความสามารถนั้นเปิดไม้ใหญ่เกินกว่าที่ระยะ Stop Loss และทุนรองรับ การขาดทุนต่อ pip จะใหญ่จนบัญชีรับไม่ไหวในการขยับไม่กี่สิบ pip

  • ความเสี่ยงมาจากขนาดไม้ — ซึ่งควรคำนวณจากระยะ Stop Loss ตามที่อธิบายใน Lot คืออะไร
  • Leverage สูงไม่บังคับให้เปิดใหญ่ — เป็นเพดานของสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่คำแนะนำ
  • Leverage ต่ำไม่ได้ทำให้ปลอดภัยเอง — ถ้าเปิดไม้ใหญ่เต็ม Margin ที่มี ก็เสี่ยงโดนบังคับปิดได้เช่นกัน

Leverage กับ Margin Level

Margin Level คือ Equity หารด้วย Margin ที่ใช้อยู่ คูณ 100 เมื่อ Leverage สูง Margin ที่ใช้ต่อไม้ต่ำ Margin Level จึงสูงกว่าสำหรับขนาดไม้เท่ากัน ในแง่นี้ Leverage สูงช่วยให้บัญชีทนการขาดทุนลอยได้มากขึ้นก่อนถึงระดับ Margin Call หรือ Stop Out ถ้าขนาดไม้ไม่ได้ถูกเพิ่มตาม

รายละเอียดการคำนวณ Margin Level และระดับที่โบรกเกอร์บังคับปิดสถานะอยู่ใน Balance, Equity และ Margin และ Margin Call และ Stop Out

เลือก Leverage อย่างไร

  • เริ่มจากขนาดไม้ที่ต้องการใช้จริง — แล้วดูว่า Margin ที่ต้องกันไว้เหมาะกับทุนหรือไม่
  • เผื่อ Free Margin ไว้ให้มาก — เพื่อรองรับการขาดทุนลอยและหลายไม้ที่เปิดพร้อมกัน
  • ระวังเงื่อนไขที่เปลี่ยนได้ — บางโบรกเกอร์ลด Leverage อัตโนมัติเมื่อยอดเงินสูงขึ้น ช่วงข่าว หรือช่วงก่อนปิดตลาดสุดสัปดาห์
  • สินทรัพย์ต่างกันใช้ Leverage ต่างกัน — ทองคำ ดัชนี และคริปโตมักมีอัตราต่างจากคู่เงิน

ระบบที่ถือหลายไม้พร้อมกัน

สำหรับระบบที่เปิดหลายไม้หรือทยอยเปิดเพิ่ม Margin ที่ใช้จะสะสมตามจำนวนไม้ ขนาดรวมที่โตขึ้นทำให้ทั้ง Margin ที่ใช้และการขาดทุนต่อ pip โตพร้อมกัน สิ่งที่ต้องดูจึงเป็นขนาดรวมของทั้งชุดและระยะที่ราคาสวนได้ก่อนถึงระดับ Stop Out ตามที่อธิบายใน การบริหารทั้งตะกร้า

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่า Leverage คือความเสี่ยง — แล้วไม่ดูขนาดไม้ที่เป็นต้นเหตุจริง
  • ใช้ Free Margin ทั้งหมดเปิดไม้ — เหลือพื้นที่รองรับการขาดทุนลอยน้อยมาก
  • ไม่รู้ว่าโบรกเกอร์ลด Leverage ได้ — ทำให้ Margin ที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นกะทันหัน
  • ลืมว่าทุกสัญลักษณ์มีอัตราของตัวเอง — ทองคำมักใช้ Margin ต่อมูลค่ามากกว่าคู่เงินหลัก

สรุป

Leverage ตัดสินว่าต้องกันเงินไว้เท่าไรต่อไม้ ส่วนขนาดไม้ตัดสินว่าแต่ละ pip มีค่าเท่าไร ความเสี่ยงที่แท้จริงจึงควบคุมที่ขนาดไม้และระยะ Stop Loss ขั้นต่อไปคือทำความเข้าใจต้นทุนที่เกิดขึ้นทุกไม้ใน Spread, Commission และ Slippage