บทความทั้งหมด

Scaling in / out คืออะไร? แบ่งเข้าแบ่งออกเปลี่ยนราคาเฉลี่ยและ R อย่างไร

หลายคนเปิดไม้ด้วยขนาดเต็มในจุดเดียวและปิดทั้งหมดในจุดเดียว ซึ่งง่ายแต่ไม่ใช่ทางเลือกเดียว การแบ่งเข้า (Scaling in) และแบ่งออก (Scaling out) คือการแยกไม้ออกเป็นหลายส่วน เพื่อเปลี่ยนราคาเฉลี่ยหรือเปลี่ยนผลของไม้ในแต่ละสถานการณ์ บทความนี้คำนวณให้เห็นว่าได้อะไรและเสียอะไรในหน่วย R

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • แบ่งเข้าเปลี่ยนราคาเฉลี่ย — ถ้าได้ไม้ที่สองในราคาดีกว่า ความเสี่ยงถึง Stop ลดลงจาก 1R เป็น 0.8R ในตัวอย่าง
  • แบ่งเข้ามีโอกาสได้ไม่ครบ — ถ้าราคาไม่ย่อมาถึง จะได้ขนาดครึ่งเดียวในไม้ที่ดีที่สุด
  • แบ่งออกเปลี่ยนไม้แพ้บางแบบเป็นไม้บวก — ราคาที่ขึ้นไปถึงเป้าแรกแล้วกลับลง ได้ +0.5R แทน −1R
  • แบ่งออกลดกำไรของกรณีดีที่สุด — จาก +3R เหลือ +2R ในตัวอย่าง
  • ไม่มีวิธีไหนดีกว่าเสมอ — ผลรวมขึ้นกับว่าแต่ละสถานการณ์เกิดบ่อยแค่ไหน ซึ่งต้องวัดจากบันทึกของตัวเอง

Scaling in และ Scaling out คืออะไร

Scaling in คือการแบ่งขนาดไม้ที่ตั้งใจไว้ออกเป็นหลายคำสั่ง แล้วเข้าที่ราคาต่างกัน เช่น เข้าครึ่งหนึ่งทันทีและอีกครึ่งด้วยคำสั่ง Limit ที่ราคาดีกว่า Scaling out คือการปิดไม้ทีละส่วน เช่น ปิดครึ่งหนึ่งที่เป้าแรกแล้วถือส่วนที่เหลือต่อ ทั้งสองอย่างไม่ได้เปลี่ยนทิศทางของไม้ แต่เปลี่ยนราคาเฉลี่ย ขนาดที่ถืออยู่ และผลในแต่ละกรณี

สิ่งที่ต้องกำหนดก่อนเสมอคือความเสี่ยงของทั้งแผน ถ้าทุกส่วนถูกเปิดครบแล้วราคาไปโดน Stop ผลรวมต้องไม่เกินความเสี่ยงที่รับได้ต่อไม้ ตามแนวคิดใน Position Sizing การแบ่งไม้ไม่ใช่ช่องทางเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่าง: แบ่งเข้ากับเข้าครั้งเดียว

สมมติ EURUSD แผนเต็มคือ Buy 0.20 lot ที่ 1.1000 วาง Stop Loss 1.0950 ห่าง 50 pips ความเสี่ยงคือ 50 × 0.20 × 10 = 100 ดอลลาร์ ใช้เป็น 1R และตั้งเป้าที่ 1.1150 แบบแบ่งเข้า เปิด 0.10 lot ที่ 1.1000 และวาง Buy Limit อีก 0.10 lot ที่ 1.0980 โดยใช้ Stop เดิม ภาพด้านล่างเทียบทั้งสองแบบ และเทียบกับการปิดทีละครึ่ง

ตัวอย่างการแบ่งเข้าสองไม้เทียบกับเข้าครั้งเดียว และผลในหน่วย R ของการถือทั้งไม้เทียบกับการปิดครึ่งหนึ่งในสามสถานการณ์ของราคา

ฝั่งซ้าย ถ้าได้ครบทั้งสองไม้ ราคาเฉลี่ยคือ 1.0990 ดีขึ้น 10 pips ถ้าโดน Stop เสียเพียง −0.8R และถ้าถึงเป้าได้ +3.2R เทียบกับ −1R และ +3R ของการเข้าครั้งเดียว แต่ถ้าราคาไม่ย่อลงมาถึง 1.0980 จะถือแค่ 0.10 lot และได้เพียง +1.5R เมื่อถึงเป้า ฝั่งขวา การปิดครึ่งที่ 1.1050 แล้วเลื่อน Stop ครึ่งที่เหลือไปที่ทุน ทำให้กรณี B ที่ราคาขึ้นไปถึง 1.1050 แล้วกลับลงไปถึง 1.0950 ได้ +0.5R แทน −1R ส่วนกรณี C ที่ราคาไปถึง 1.1150 ได้ +2R แทน +3R และกรณี A ที่โดน Stop ก่อน เสีย −1R เท่ากัน

ข้อแลกของการแบ่งเข้า

  • ราคาเฉลี่ยดีขึ้น — เมื่อไม้ที่สองเข้าที่ราคาดีกว่า ความเสี่ยงถึง Stop เดิมจึงลดลง
  • ได้ไม่ครบในไม้ที่วิ่งเร็ว — ไม้ที่ราคาออกตัวทันทีมักเป็นไม้ที่ไม่ย่อกลับมาให้เติม
  • ต้นทุนหลายคำสั่ง — ทุกส่วนจ่าย Spread และ Commission ของตัวเอง
  • ต้องไม่ขยับ Stop ออก — ถ้าเติมไม้แล้วเลื่อน Stop ไกลขึ้น ความเสี่ยงรวมจะเกินแผน

การแบ่งเข้าที่อธิบายนี้คือการแบ่งขนาดที่วางแผนไว้แล้วภายใต้ Stop เดียว ต่างจาก DCA ที่เปิดเพิ่มหลายระดับเมื่อราคาเดินสวนเพื่อดึงราคาเฉลี่ยให้ใกล้ราคาปัจจุบัน และต่างจาก Pyramiding ที่เพิ่มไม้เมื่อไม้เดิมกำไรแล้ว แต่ละวิธีมีโครงสร้างความเสี่ยงของตัวเอง

ข้อแลกของการแบ่งออก

การปิดบางส่วนที่เป้าแรกทำให้มีกำไรจริงเก็บไว้ก่อน และเมื่อเลื่อน Stop ส่วนที่เหลือไปที่ทุน ไม้นั้นแทบไม่มีโอกาสกลายเป็นไม้ขาดทุนอีก สิ่งที่เสียคือขนาดที่ถือในช่วงที่ราคาไปไกลที่สุด ในตัวอย่าง ราคาออกเฉลี่ยของกรณี C คือ 1.1100 ไม่ใช่ 1.1150 และ Stop ที่เลื่อนไปที่ทุนก็ถูกแตะได้ง่ายจากการย่อตัวปกติ ทำให้บางไม้ที่ถ้าถือไว้จะไปถึงเป้า ถูกปิดก่อน

แบบไหนได้ผลรวมมากกว่า: ขึ้นกับสัดส่วนของแต่ละกรณี

ลองใช้ผลของสามกรณีจากตัวอย่างกับสัดส่วนสมมติสองชุด ถ้าใน 10 ไม้มีกรณี A 5 ไม้ B 3 ไม้ และ C 2 ไม้ การถือทั้งไม้ได้ผลรวม −2R ขณะที่การแบ่งออกได้ +0.5R แต่ถ้าสัดส่วนเป็น A 4 ไม้ B 2 ไม้ และ C 4 ไม้ การถือทั้งไม้ได้ +6R และการแบ่งออกได้ +5R ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนสมมติ ไม่ใช่สถิติของตลาด

ข้อสรุปคือระบบที่ราคามักขึ้นไปแตะเป้าแรกแล้วกลับ ได้ประโยชน์จากการแบ่งออก ส่วนระบบที่ไม้ชนะมักวิ่งยาว เช่น ระบบตามเทรนด์ เสียประโยชน์ส่วนหนึ่งไป วิธีรู้ว่าระบบของตัวเองเป็นแบบไหนคือบันทึกว่าแต่ละไม้ไปถึงระดับใดก่อนจบ ตามแนวทางใน แผนการเทรดและบันทึกการเทรด

ตั้งกฎให้ชัดก่อนเปิดไม้

  • จำนวนส่วนและขนาดแต่ละส่วน — เช่น สองส่วนเท่ากัน หรือ 60/40
  • ระดับเข้าและระดับออกของแต่ละส่วน — กำหนดเป็นราคาหรือเป็นหน่วย R
  • จะทำอะไรกับ Stop หลังปิดบางส่วน — เลื่อนไปที่ทุน เลื่อนตามโครงสร้างราคา หรือคงไว้
  • ยกเลิกคำสั่งที่ยังไม่ถูกเปิด — เมื่อไม้ถึงเป้าแรกหรือโดน Stop แล้ว

กฎที่กำหนดล่วงหน้าทำให้ผลในบันทึกเทียบกันได้ ถ้าตัดสินใจแบ่งออกเฉพาะตอนรู้สึกกังวล ผลที่ได้จะวัดไม่ได้ว่าวิธีนั้นช่วยจริงหรือไม่ รายละเอียดการวาง Stop และเป้าอยู่ใน Stop Loss และ Take Profit

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เติมไม้เพราะราคาเดินสวนโดยไม่มีแผน — แล้วเรียกว่าแบ่งเข้า ทั้งที่ความเสี่ยงรวมไม่ได้คำนวณไว้
  • คิด R จากไม้แรกไม้เดียว — ทั้งที่ความเสี่ยงจริงต้องคิดจากทุกส่วนรวมกัน
  • ปิดบางส่วนเร็วเกินไปทุกไม้ — ทำให้ไม้ชนะใหญ่ซึ่งช่วยชดเชยไม้แพ้หายไป
  • ลืมยกเลิกคำสั่ง Limit ที่ค้างอยู่ — แล้วถูกเปิดไม้ใหม่หลังแผนเดิมจบไปแล้ว

สรุป

Scaling in เปลี่ยนราคาเฉลี่ยและความเสี่ยงถึง Stop ส่วน Scaling out เปลี่ยนผลของแต่ละสถานการณ์ ทั้งสองวิธีไม่ได้สร้างความได้เปรียบขึ้นมาเอง แต่ช่วยให้ผลของไม้เข้ากับพฤติกรรมของระบบมากขึ้นเมื่อกำหนดกฎล่วงหน้าและวัดผลจากบันทึก การเพิ่มขนาดเมื่อไม้กำไรแล้วอธิบายต่อไว้ใน Pyramiding