บทความทั้งหมด

ROC คืออะไร? Rate of Change วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นเปอร์เซ็นต์

Rate of Change หรือ ROC วัดว่าราคาเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเมื่อ N แท่งก่อน แนวคิดเดียวกับ Momentum แต่แสดงเป็น % ที่มีเส้นกลางอยู่ที่ 0 ข้อดีของการใช้ % คือเทียบการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ที่ราคาต่างระดับกันได้ บทความนี้อธิบายสูตร ความสัมพันธ์กับ Momentum การใช้เทียบสินทรัพย์ และปัญหาสัญญาณรบกวน

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • ROC = (Close − Close เมื่อ N แท่งก่อน) ÷ Close เมื่อ N แท่งก่อน × 100 ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์
  • ROC เท่ากับ Momentum แบบ MT5 ลบ 100 เส้นมีรูปร่างเดียวกัน ต่างกันแค่เส้นกลาง
  • เหนือศูนย์แปลว่าราคาสูงกว่าเมื่อ N แท่งก่อน ใต้ศูนย์แปลว่าต่ำกว่า
  • ใช้เทียบสินทรัพย์ที่ราคาต่างระดับกันได้ แต่ต้องใช้จำนวนแท่งและ Timeframe เดียวกัน และคำนึงถึงความผันผวนปกติของแต่ละตัว
  • N สั้นทำให้เส้นตัดศูนย์บ่อย สัญญาณจำนวนมากเป็นการแกว่งรายแท่ง ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศ

สูตรของ ROC

ROC นำผลต่างของราคาปิดสองจุดมาหารด้วยราคาปิดจุดแรก แล้วคูณ 100 ให้เป็นเปอร์เซ็นต์

  • ผลต่าง — Close ปัจจุบัน − Close เมื่อ N แท่งก่อน
  • หารด้วยฐาน — Close เมื่อ N แท่งก่อน
  • คูณ 100 — ได้การเปลี่ยนแปลงเป็น %

จำนวนแท่งที่ใช้ขึ้นกับแพลตฟอร์มและผู้ใช้ ค่าที่พบบ่อยอยู่ระหว่าง 9 ถึง 14 แท่ง บทความนี้ใช้ 14 แท่งให้ตรงกับค่าเริ่มต้นของ Momentum ใน MT5 ถ้าในรายการอินดิเคเตอร์ที่ใช้อยู่ไม่มี ROC ใช้ Momentum แล้วลบ 100 ก็ได้ค่าเดียวกัน

ความสัมพันธ์กับ Momentum

Momentum แบบ MT5 คือ Close ÷ Close เมื่อ N แท่งก่อน × 100 ถ้าลบ 100 ออกจะได้สูตรของ ROC พอดี ตัวอย่างเช่น Momentum 101.00 เท่ากับ ROC +1.00% และ Momentum 99.50 เท่ากับ ROC −0.50%

ส่วน Momentum แบบผลต่างมีหน่วยเป็นราคา จึงเทียบข้ามสินทรัพย์ไม่ได้ ROC แก้ปัญหานี้ด้วยการหารด้วยราคาฐาน ตัวเลขทุกตัวจึงเป็น % ของราคาตัวเอง

ตัวอย่าง: เทียบสามสินทรัพย์

สมมติใน 14 แท่งที่ผ่านมา EURUSD ขึ้นจาก 1.1000 เป็น 1.1110, USDJPY ลงจาก 150.00 เป็น 148.50 และทองคำขึ้นจาก 2,400.00 เป็น 2,430.00 ผลต่างคือ +0.0110, −1.50 และ +30.00 ซึ่งอยู่คนละหน่วยจนเทียบกันไม่ได้

ROC(14) ของ EURUSD, USDJPY และทองคำบนแกนเปอร์เซ็นต์เดียวกัน เทียบ ROC(3) กับ ROC(14) ที่ตัดเส้นศูนย์บ่อยต่างกัน พร้อมตารางเทียบการเปลี่ยนแปลงเป็น %

เมื่อแปลงเป็น ROC จะได้ EURUSD +1.00%, USDJPY −1.00% และทองคำ +1.25% จึงบอกได้ทันทีว่าทองคำเคลื่อนมากที่สุดเมื่อวัดเป็นสัดส่วน และ EURUSD กับ USDJPY เคลื่อน 1% เท่ากันแต่คนละทิศ Momentum แบบ MT5 ของ EURUSD ในช่วงนี้คือ 101.00 ซึ่งเท่ากับ ROC บวก 100 ในกราฟจำลองด้านซ้ายบน ROC(14) ของทองคำแกว่งกว้างที่สุด ขึ้นไปถึงราว 3% ขณะที่ของคู่เงินอยู่ในช่วงไม่ถึง 2%

เทียบ % แล้วต้องดูความผันผวนด้วย

ROC ทำให้หน่วยเท่ากัน แต่ไม่ได้ทำให้ความหมายเท่ากัน สินทรัพย์ที่ปกติแกว่งมากอย่าง ทองคำ เคลื่อน 1.25% อาจเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่ EURUSD เคลื่อน 1% ในช่วงเดียวกันอาจถือว่ามาก

ถ้าต้องการรู้ว่าสินทรัพย์ไหนเคลื่อนแรงผิดปกติ ควรเทียบ ROC กับความผันผวนปกติของสินทรัพย์นั้น เช่นหาร ROC ด้วย ATR ที่คิดเป็น % ของราคา และเมื่อเทียบหลายคู่เงินพร้อมกัน ควรรู้ว่าบางคู่ขยับไปด้วยกันเพราะมีสกุลเงินร่วม ตามที่อธิบายใน ความเสี่ยงจาก Correlation

เส้นศูนย์และการอ่านทิศ

  • ROC เหนือศูนย์ — ราคาสูงกว่าเมื่อ N แท่งก่อน
  • ROC ใต้ศูนย์ — ราคาต่ำกว่าเมื่อ N แท่งก่อน
  • ROC ยังบวกแต่ลดลง — ราคายังสูงกว่าเดิม แต่การขึ้นช้าลง

เช่นเดียวกับ Momentum ROC ใช้แค่ราคาสองจุด ไม่รู้ว่าระหว่างทางราคาเคลื่อนอย่างไร ราคาที่ขึ้นเรียบ ๆ กับราคาที่ลงลึกแล้วเด้งกลับอาจได้ ROC เท่ากัน

N สั้นกับสัญญาณรบกวน

ROC ที่ใช้จำนวนแท่งน้อยตอบสนองเร็ว แต่แกว่งตามความเคลื่อนไหวรายแท่ง ในกราฟจำลองด้านซ้ายล่าง ตลอด 130 แท่งของ EURUSD ROC(3) ตัดเส้นศูนย์ 18 ครั้ง ขณะที่ ROC(14) ตัด 7 ครั้งในช่วงเดียวกัน

การตัดศูนย์ที่ถี่ขึ้นไม่ได้แปลว่าได้ข้อมูลมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการแกว่งปกติของราคา ถ้าใช้ ROC เป็นตัวกรองทิศ ควรเลือก N ให้เข้ากับระยะเวลาที่ถือสถานะ และเลือก Timeframe ให้สอดคล้องกัน ตามแนวทางใน การเลือก Timeframe

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เทียบ ROC ที่ใช้ N หรือ Timeframe ต่างกัน — ตัวเลขไม่อยู่บนฐานเดียวกัน
  • คิดว่า ROC สูงสุดคือสินทรัพย์ที่แรงที่สุดเสมอ — ต้องดูความผันผวนปกติประกอบ
  • ใช้ N สั้นมากเป็นสัญญาณเข้า — เข้าออกถี่และเจอสัญญาณหลอกบ่อย
  • ลืมผลของแท่งที่หลุดออก — ROC เปลี่ยนได้เพราะราคาเมื่อ N แท่งก่อน ไม่ใช่ราคาตอนนี้

สรุป

ROC คือ Momentum ในรูปเปอร์เซ็นต์ จุดแข็งคือทำให้การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ที่ราคาต่างกันมากอยู่บนสเกลเดียวกัน ข้อจำกัดคือใช้แค่ราคาสองจุด N สั้นทำให้สัญญาณรบกวนมาก และ % เท่ากันไม่ได้แปลว่าแรงเท่ากันถ้าความผันผวนต่างกัน ถ้าต้องการตัววัดแรงผลักที่นำ Volume เข้ามาถ่วงด้วย อ่านต่อใน Money Flow Index