บทความทั้งหมด

Williams %R คืออะไร? อ่านเขต −20 และ −80 ให้ถูก

Williams %R เป็นออสซิลเลเตอร์ที่บอกว่าราคาปิดล่าสุดอยู่ใกล้จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของช่วงที่ผ่านมาแค่ไหน สเกลของมันติดลบทั้งหมด ตั้งแต่ −100 ถึง 0 ซึ่งทำให้หลายคนสับสนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น บทความนี้อธิบายสูตร ความสัมพันธ์กับ Stochastic และวิธีอ่านเขต −20 และ −80 โดยไม่ตกหลุมเดียวกับออสซิลเลเตอร์ตัวอื่น

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • %R วัดระยะของราคาปิดจากจุดสูงสุดของช่วง 0 คือปิดที่จุดสูงสุด −100 คือปิดที่จุดต่ำสุด
  • ค่าเริ่มต้นคือ 14 แท่ง เขตที่ใช้กันทั่วไปคือเหนือ −20 และใต้ −80
  • %R เท่ากับ Fast Stochastic %K ลบ 100 เป็นข้อมูลเดียวกัน ต่างกันแค่สเกล
  • ไม่มีการทำให้เรียบ เส้นจึงไวและกระโดดมาก
  • ในแนวโน้มแรง ค่าค้างเหนือ −20 ได้นาน การขายเพราะเห็นเขตนี้คือการสวนแนวโน้ม

Williams %R คำนวณอย่างไร

Williams %R พัฒนาโดย Larry Williams สูตรคือ %R = (HH − Close) ÷ (HH − LL) × (−100) โดย HH คือ High สูงสุด และ LL คือ Low ต่ำสุดของจำนวนแท่งที่ตั้ง ส่วนบนของสูตรวัดว่าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเท่าไร ส่วนล่างคือความกว้างของทั้งช่วง การคูณด้วย −100 ทำให้ค่าอยู่ระหว่าง −100 ถึง 0

ใน MT5 อินดิเคเตอร์นี้ชื่อ Williams' Percent Range ค่าเริ่มต้นคือ 14 แท่ง จำนวนแท่งที่น้อยทำให้เส้นเข้าเขตสุดขั้วบ่อยขึ้น จำนวนแท่งที่มากทำให้ช่วงกว้างขึ้นและเข้าเขตยากขึ้น

ตัวอย่างคำนวณ

สมมติช่วง 14 แท่งล่าสุดของ EURUSD มี High สูงสุด 1.1100 Low ต่ำสุด 1.1000 และราคาปิดล่าสุด 1.1085 ราคาปิดอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุด 15 pips จากช่วงที่กว้าง 100 pips

กราฟ Williams %R(14) บนสเกล −100 ถึง 0 พร้อมเขต −20 และ −80 บนราคาจำลองที่มีช่วงขาขึ้น และการคำนวณ %R หนึ่งแท่ง

%R จึงเท่ากับ 15 ÷ 100 × (−100) = −15 อยู่เหนือ −20 แปลว่าราคาปิดอยู่ในส่วนบนสุดของช่วง 14 แท่ง ในกราฟราคาจำลองด้านซ้าย ช่วงขาขึ้น %R อยู่เหนือ −20 ถึง 76% ของแท่ง และค้างติดกันนานสุด 12 แท่ง ส่วนช่วงกรอบก่อนขาขึ้น %R เข้าเขต −20 หรือ −80 รวม 7 ครั้ง

ความสัมพันธ์กับ Stochastic

ถ้าคำนวณ Fast Stochastic %K ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน จะได้ (1.1085 − 1.1000) ÷ (1.1100 − 1.1000) × 100 = 85 และ 85 − 100 = −15 ซึ่งเท่ากับ %R พอดี ความสัมพันธ์นี้เป็นจริงทุกแท่ง %R จึงเป็น Fast %K ที่เลื่อนสเกลลงมา 100

ความต่างในทางปฏิบัติคือ Stochastic ที่ใช้กันทั่วไปเป็นแบบ Slow ซึ่งทำให้เรียบก่อนหนึ่งชั้นและมีเส้น %D ส่วน %R เป็นค่าดิบเส้นเดียว จึงไวกว่าและสลับเขตบ่อยกว่า รายละเอียดแบบ Fast, Slow และ Full อยู่ใน Stochastic Oscillator การเปิด %R กับ Stochastic พร้อมกันเพื่อยืนยันกันเองจึงแทบไม่ได้ข้อมูลเพิ่ม

อ่านเขต −20 และ −80

  • เหนือ −20 — ราคาปิดอยู่ใน 20% บนของช่วง มักเรียกว่าเขต Overbought
  • ใต้ −80 — ราคาปิดอยู่ใน 20% ล่างของช่วง มักเรียกว่าเขต Oversold
  • ระหว่าง −20 ถึง −80 — ราคาอยู่กลางช่วง ไม่ได้บอกอะไรมาก

คำว่า Overbought ทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย เพราะค่าเหนือ −20 หมายถึงแค่ราคาปิดอยู่ใกล้ยอดของช่วง ในขาขึ้นที่มีแรง ราคาปิดใกล้ยอดซ้ำ ๆ คือพฤติกรรมปกติ ไม่ใช่ความผิดปกติที่รอการแก้ ปัญหาเดียวกันนี้อธิบายไว้ใน RSI

ใช้อย่างไรให้สมเหตุผล

  • ดูสภาพตลาดก่อน — ใช้เขตสุดขั้วเป็นจุดพิจารณาเทรดสวนเฉพาะเมื่อตลาดแกว่งในกรอบ ซึ่งวัดได้ด้วยเครื่องมืออย่าง ADX
  • รอให้ค่าออกจากเขต — เช่นรอ %R ลงกลับใต้ −20 แทนที่จะขายทันทีที่เข้าเขต ลดการสวนแนวโน้มที่ยังแรงอยู่
  • ใช้ตามแนวโน้ม — ในขาขึ้น การที่ %R ลงไปใต้ −80 แล้วกลับขึ้นมา อาจบอกว่าการย่อตัวรอบนั้นจบแล้ว
  • ใช้ค่าจากแท่งที่ปิดแล้ว — %R บนแท่งที่ยังวิ่งเปลี่ยนได้ทุกวินาที

Divergence ต้องระวังเป็นพิเศษ

หลายคนมองหา Divergence บน %R เช่นราคาทำจุดสูงใหม่แต่ %R ทำยอดที่ต่ำกว่าเดิม ปัญหาคือ %R อิงช่วง 14 แท่งและไม่มีการทำให้เรียบ ยอดของมันจึงเปลี่ยนตามว่าจุดสูงสุดเก่าหลุดออกจากหน้าต่าง 14 แท่งเมื่อไร ไม่ได้ขึ้นกับแรงของราคาอย่างเดียว

ในแนวโน้มแรง %R ติดอยู่ใกล้ 0 จนยอดแทบไม่ต่างกัน Divergence จึงดูเหมือนเกิดบ่อยแต่ความหมายอ่อน ถ้าจะใช้ ควรนิยามเป็นตัวเลขว่ายอดต้องห่างกันกี่แท่ง ต่างกันเท่าไร และใช้ร่วมกับโครงสร้างของราคาเสมอ

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ขายทันทีที่ค่าเหนือ −20 — ในขาขึ้น ค่านี้ค้างได้หลายสิบแท่ง
  • สับสนสเกลติดลบ — −10 คือใกล้จุดสูงสุด ไม่ใช่ค่าต่ำ
  • ใช้คู่กับ Stochastic เพื่อยืนยัน — เป็นข้อมูลชุดเดียวกันในสเกลต่างกัน
  • ไม่ระบุจำนวนแท่ง — %R(14) กับ %R(28) ให้เขตสุดขั้วคนละจุด

สรุป

Williams %R บอกตำแหน่งของราคาปิดภายในช่วงล่าสุดด้วยสเกล −100 ถึง 0 และเป็นข้อมูลเดียวกับ Fast Stochastic ในรูปแบบที่ไม่ผ่านการทำให้เรียบ ค่าเหนือ −20 หรือใต้ −80 บอกว่าราคาอยู่ใกล้ขอบของช่วง ไม่ได้บอกว่าต้องกลับตัว เครื่องมืออีกตัวที่วัดการยืดของราคาจากค่าเฉลี่ยแต่ไม่มีเพดานคือ CCI