Spread, Commission และ Slippage: ต้นทุนจริงของการเทรด

ทุกไม้เริ่มต้นด้วยการขาดทุนเล็กน้อยตั้งแต่วินาทีที่เปิด เพราะมีต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว หลายคนสนใจแค่ว่าจะเข้าตรงไหน แต่ไม่ได้นับว่าแต่ละไม้จ่ายไปเท่าไร สำหรับคนที่เทรดสั้นและบ่อย ต้นทุนเหล่านี้คือตัวแปรที่เปลี่ยนผลทั้งเดือนได้
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- ต้นทุนหลักมีสี่อย่าง — Spread, Commission, Slippage และ Swap
- Spread จ่ายทันทีที่เปิดไม้ เพราะราคาซื้อสูงกว่าราคาขาย
- Commission คิดต่อขนาดไม้ มักมีในบัญชีที่ Spread แคบ
- Slippage เกิดเมื่อราคาที่ได้จริงต่างจากราคาที่ขอ โดยเฉพาะช่วงข่าวและช่วงเงียบ
- ควรคิดต้นทุนเป็นสัดส่วนของความเสี่ยงต่อไม้ ไม่ใช่ดูเป็นตัวเลขลอย ๆ
Spread
Spread คือระยะห่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) กับราคาขาย (Bid) ถ้า EURUSD แสดง 1.1000 / 1.1002 Spread คือ 2 pips เมื่อกด Buy จะได้ราคา 1.1002 แต่ถ้าปิดทันทีจะได้ราคา 1.1000 ส่วนต่างนั้นคือต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว ที่ขนาด 0.10 lot เท่ากับ 2 ดอลลาร์
- Spread แบบลอยตัว — เปลี่ยนตามสภาพคล่อง แคบในช่วงคึกคัก กว้างในช่วงเงียบและช่วงข่าว
- Spread แบบคงที่ — มีในบางบัญชี แต่อาจถูกแลกด้วยการเลื่อนราคาหรือการปฏิเสธคำสั่งในช่วงผันผวน
Commission
บัญชีที่ Spread ใกล้ศูนย์มักคิด Commission ต่อขนาดไม้แทน เช่น 7 ดอลลาร์ต่อ 1 lot คิดทั้งเปิดและปิด ที่ขนาด 0.10 lot จะเป็น 0.70 ดอลลาร์ การเทียบบัญชีจึงต้องรวม Spread และ Commission เข้าด้วยกันเสมอ รายละเอียดการเทียบอยู่ใน ประเภทบัญชีเทรด
Slippage
Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่ส่งคำสั่งกับราคาที่ได้จริง เกิดเมื่อราคาขยับระหว่างที่คำสั่งเดินทางไปถึงเซิร์ฟเวอร์ หรือเมื่อไม่มีผู้ซื้อขายพอที่ราคานั้น Slippage เป็นได้ทั้งบวกและลบ แต่ในช่วงข่าวแรงและช่วงรอยต่อของวันมักเป็นลบและกว้างกว่าปกติ
คำสั่ง Stop Loss เป็นคำสั่งแบบตลาดเมื่อถูกแตะ จึงโดน Slippage ได้เช่นกัน การขาดทุนจริงของไม้ที่โดน Stop จึงอาจมากกว่าระยะที่วางไว้เล็กน้อย ยิ่งในช่วงที่ราคากระโดดข้ามระดับ ตามที่อธิบายใน ปฏิทินเศรษฐกิจ
รวมต้นทุนต่อหนึ่งไม้
ตัวอย่างด้านล่างเทียบต้นทุนของ EURUSD 0.10 lot หนึ่งรอบ (เปิดและปิด) บนสองแบบบัญชี โดยสมมติ Slippage 0.3 pip เท่ากัน

บัญชี Standard จ่าย Spread 1.5 pips บวก Slippage รวม 1.80 ดอลลาร์ ส่วนบัญชี Raw จ่าย Spread 0.2 pip Commission 0.70 และ Slippage รวม 1.20 ดอลลาร์ ถ้าวาง Stop Loss 20 pips ความเสี่ยงของไม้นี้คือ 20 ดอลลาร์ ต้นทุนจึงคิดเป็น 9% และ 6% ของความเสี่ยงตามลำดับ ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ควรดู ไม่ใช่ขนาดของ Spread อย่างเดียว
ต้นทุนกับระยะ Stop Loss
ต้นทุนต่อไม้คงที่ไม่ว่าจะวาง Stop Loss กว้างหรือแคบ ดังนั้นยิ่ง Stop Loss แคบ ต้นทุนยิ่งกินสัดส่วนของความเสี่ยงมาก ระบบที่วาง Stop Loss 5 pips บนบัญชีที่ต้นทุนรวม 1.8 pips กำลังจ่ายต้นทุนเกินหนึ่งในสามของความเสี่ยงทุกไม้ ซึ่งทำให้ต้องชนะบ่อยกว่ามากเพื่อให้ผลรวมเป็นบวก
Swap ต้นทุนของการถือข้ามคืน
ไม้ที่ถือข้ามเวลาตัดรอบของเซิร์ฟเวอร์จะถูกคิด Swap ซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบตามส่วนต่างดอกเบี้ยของสองสกุลเงิน และมักคิดสามเท่าในคืนวันพุธ ระบบที่ถือหลายวันต้องรวมต้นทุนนี้ด้วย อ่านรายละเอียดใน Swap คืออะไร
วิธีลดต้นทุนโดยไม่เปลี่ยนวิธีเทรด
- เลี่ยงช่วงรอยต่อของวันและช่วงข่าว — Spread และ Slippage สูงที่สุดในช่วงนี้
- เทรดในช่วงที่ตลาดคึกคัก — ตามที่อธิบายใน เวลาเปิดปิดตลาด
- เลือกประเภทบัญชีให้เข้ากับความถี่ — คนที่เทรดบ่อยมักได้ประโยชน์จากบัญชีแบบ Commission
- ตั้งเพดาน Spread ใน EA — ไม่เปิดไม้เมื่อ Spread กว้างเกินค่าที่กำหนด
- บันทึกต้นทุนจริงของแต่ละไม้ — เพื่อเทียบกับที่คาดไว้
สรุป
ต้นทุนการเทรดไม่ได้มีแค่ Spread ที่เห็นบนหน้าจอ แต่รวม Commission, Slippage และ Swap การคิดต้นทุนเป็นสัดส่วนของความเสี่ยงต่อไม้ ทำให้เห็นว่าวิธีเทรดแบบไหนไวต่อต้นทุนมาก ขั้นต่อไปคือการวางจุดออกให้สมเหตุผลใน Stop Loss, Take Profit และ Risk:Reward



Discussion