บทความทั้งหมด

Swap คืออะไร? ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่มักถูกมองข้าม

Swap คือดอกเบี้ยที่ถูกคิดหรือได้รับเมื่อถือสถานะข้ามคืน เกิดจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงินในคู่ที่ถืออยู่ บวกกับส่วนที่โบรกเกอร์คิดเพิ่ม ค่านี้มักถูกมองข้ามเพราะต่อวันแล้วดูน้อย แต่สะสมได้มากเมื่อถือนาน

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • คิดเมื่อสถานะยังเปิดอยู่ ณ เวลาที่โบรกเกอร์กำหนด ไม่ใช่ตอนเที่ยงคืนตามเวลาไทย
  • วันพุธมักถูกคิดสามเท่า เพื่อชดเชยวันเสาร์อาทิตย์
  • เป็นได้ทั้งบวกและลบ ขึ้นกับทิศทางที่ถือและคู่เงินที่เลือก
  • ค่าเปลี่ยนได้ตามนโยบายดอกเบี้ยและตามที่โบรกเกอร์ปรับ ไม่ใช่ค่าคงที่ตลอดไป
  • ระบบที่ถือสถานะยาวต้องนับค่านี้เข้าไปในการทดสอบ ไม่อย่างนั้นผลจะเพี้ยน

ทำไมถึงมี Swap

เมื่อซื้อคู่เงินหนึ่ง ในทางกลไกคือการถือสกุลหนึ่งและยืมอีกสกุลหนึ่ง ถ้าสกุลที่ถืออยู่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลที่ยืม ส่วนต่างจะเป็นบวก ถ้าตรงข้ามก็เป็นลบ ในทางปฏิบัติโบรกเกอร์จะบวกส่วนของตัวเองเข้าไปด้วย ทำให้ฝั่งที่ควรได้รับมักได้น้อยกว่าที่คำนวณตามทฤษฎี

ผลที่ตามมาคือในหลายกรณี ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายของคู่เดียวกันต่างก็ติดลบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและควรตรวจดูค่าจริงในแพลตฟอร์มก่อนวางแผนถือยาว

วันพุธคิดสามเท่า

การส่งมอบเงินในตลาดจริงใช้เวลาสองวันทำการ ทำให้สถานะที่ถือข้ามคืนวันพุธมีผลครอบคลุมถึงวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จึงคิด Swap สามเท่าในคืนวันพุธ

แผนภาพเปรียบเทียบต้นทุน Swap ของการถือห้าวัน แยกตามวันที่เริ่มถือ

จุดที่ควรเข้าใจให้ถูกคือ เมื่อนับตลอดทั้งเดือน ยอดรวมจะเท่ากับจำนวนวันปฏิทินพอดี เพราะการคิดสามเท่าคืนวันพุธมีไว้ชดเชยเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว สิ่งที่ต่างกันจริงจึงไม่ใช่ยอดรวมระยะยาว แต่คือต้นทุนของการถือช่วงสั้น ๆ ว่าคร่อมคืนวันพุธหรือไม่

ภาพด้านบนเปรียบเทียบการถือ 5 วันเท่ากันทุกกรณี ต่างกันแค่วันที่เริ่ม จะเห็นว่าต้นทุนต่างกันมากกว่าสองเท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องคิดเข้าไปถ้าระบบเปิดปิดสถานะเป็นรอบไม่กี่วัน

ผลกับระบบที่ถือยาว

ระบบที่ตั้งใจถือสถานะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เช่นระบบที่วางสถานะหลายระดับแล้วรอให้ราคากลับ ต้องนับ Swap เป็นต้นทุนหลักตัวหนึ่ง ไม่ใช่รายการปลีกย่อย เพราะมันเดินทุกวันโดยไม่สนว่าสถานะกำไรหรือขาดทุนอยู่

ในระบบแนว Grid ที่อาจถือหลายไม้พร้อมกันเป็นเวลานาน ค่านี้ถูกคูณด้วยจำนวนไม้ที่ค้างอยู่ด้วย จึงควรอยู่ในหน้าจอเฝ้าระวังเช่นเดียวกับ Margin Level

บัญชีที่ไม่คิด Swap

บางโบรกเกอร์มีบัญชีที่ไม่คิด Swap ซึ่งมักเสนอสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดทางศาสนา สิ่งที่ควรตรวจคือโบรกเกอร์ชดเชยด้วยวิธีใด เพราะโดยทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียมรูปแบบอื่นมาแทน เช่นค่าธรรมเนียมรายวันหลังถือเกินกี่วัน หรือ Spread ที่กว้างกว่า

การเปรียบเทียบจึงต้องดูต้นทุนรวมทั้งหมด ไม่ใช่ดูเฉพาะว่ามีหรือไม่มี Swap ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้เทียบต้นทุนในบทความ แนวทางเลือก Timeframe

ถ้าจะใส่ในระบบทดสอบ

  • ใช้ค่าจริงจากบัญชีที่จะใช้ — ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากที่อื่น
  • จำลองการคิดสามเท่าให้ตรงวัน — ไม่ใช่เฉลี่ยเท่ากันทุกวัน
  • คูณด้วยจำนวนไม้ที่ค้างจริง — ไม่ใช่คิดจากไม้เดียว
  • ทดสอบกรณีที่ค่าเปลี่ยน — เพราะโบรกเกอร์ปรับค่านี้ได้ระหว่างทาง

Swap มีผลกับการเลือกคู่เงินอย่างไร

คู่เงินที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างจะมี Swap ที่ใหญ่ทั้งสองฝั่ง คือฝั่งหนึ่งติดลบมากและอีกฝั่งอาจเป็นบวก ซึ่งฟังดูน่าสนใจแต่มีข้อควรระวังที่สำคัญ

  • ฝั่งที่ได้ Swap บวกมักเป็นฝั่งที่มีความเสี่ยงจากค่าเงินมากกว่า — สิ่งที่ได้จากดอกเบี้ยอาจน้อยกว่าสิ่งที่เสียจากราคา
  • ค่าเปลี่ยนได้ตลอด — นโยบายดอกเบี้ยเปลี่ยน ค่าที่เคยเป็นบวกกลายเป็นลบได้
  • โบรกเกอร์ปรับส่วนของตัวเองได้ — โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้านาน
  • คู่ที่ผันผวนสูงมักมีต้นทุนอื่นสูงตาม — Spread และ Slippage กว้างกว่าด้วย

ข้อสรุปคือ Swap ควรถูกนับเป็นต้นทุนที่ต้องคำนวณ ไม่ใช่เป็นเหตุผลในการเลือกคู่เงินหรือทิศทาง เพราะขนาดของมันเล็กกว่าการเคลื่อนไหวของราคามากในเกือบทุกกรณี

สรุป

Swap เป็นต้นทุนที่เดินตามเวลา ไม่ใช่ตามจำนวนครั้งที่เทรด จึงมีน้ำหนักมากที่สุดกับระบบที่ถือสถานะยาวและถือหลายไม้พร้อมกัน การละเลยค่านี้ในการทดสอบทำให้ผลที่ได้ดีกว่าความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาที่ทดสอบยาวขึ้น