Stop Loss, Take Profit และ Risk:Reward วางอย่างไร

จุดเข้าเป็นเรื่องที่คนพูดถึงมากที่สุด แต่สิ่งที่กำหนดผลในระยะยาวคือจุดออก Stop Loss บอกว่ายอมรับว่าผิดตรงไหน Take Profit บอกว่าจะเก็บผลตรงไหน และอัตราส่วนระหว่างสองระยะนี้กำหนดว่าต้องชนะบ่อยแค่ไหนถึงจะไม่ขาดทุน
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Stop Loss ควรวางที่จุดที่ความคิดเดิมผิด ไม่ใช่ระยะที่รู้สึกว่ารับได้
- ขนาดไม้คำนวณจากระยะ Stop Loss และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่กลับกัน
- Risk:Reward 1:2 ต้องชนะอย่างน้อยประมาณ 33% เพื่อเท่าทุนก่อนหักต้นทุน
- อัตราชนะกับ Risk:Reward ต้องดูคู่กันเสมอ ตัวใดตัวหนึ่งอย่างเดียวไม่มีความหมาย
- Stop Loss ไม่ได้การันตีราคาปิด ช่องว่างราคาและ Slippage ทำให้ขาดทุนเกินได้
Stop Loss คืออะไร
Stop Loss คือคำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อราคาเดินสวนไปถึงระดับที่กำหนด หน้าที่ของมันคือทำให้ความเสียหายของไม้นั้นเป็นตัวเลขที่รู้ล่วงหน้า ไม้ที่ไม่มี Stop Loss คือไม้ที่ความเสียหายสูงสุดขึ้นกับตลาด ไม่ได้ขึ้นกับแผน
จุดที่ดีสำหรับ Stop Loss คือระดับที่ถ้าราคาไปถึง แปลว่าเหตุผลที่เข้าไม้ไม่เป็นจริงแล้ว เช่น ต่ำกว่าแนวรับที่ใช้เป็นเหตุผลในการ Buy อ่านเรื่องการมองแนวรับเป็นโซนได้ใน แนวรับแนวต้าน และการใช้ความผันผวนกำหนดระยะใน ATR
Take Profit คืออะไร
Take Profit คือคำสั่งปิดสถานะเมื่อราคาเดินไปถึงเป้าหมาย การตั้งเป้าล่วงหน้าช่วยตัดการตัดสินใจกลางทางที่มักเกิดจากความกลัวว่ากำไรจะหายไป เป้าที่สมเหตุผลมักอยู่ก่อนถึงแนวต้านสำคัญถัดไป ไม่ใช่ตัวเลขกลม ๆ ที่ตั้งตามใจ
Risk:Reward คำนวณอย่างไร
Risk:Reward คือสัดส่วนระหว่างระยะไป Stop Loss กับระยะไป Take Profit ตัวอย่างเช่นซื้อ EURUSD ที่ 1.1000 วาง Stop Loss ที่ 1.0970 และ Take Profit ที่ 1.1060 ระยะเสี่ยงคือ 30 pips ระยะเป้าหมายคือ 60 pips สัดส่วนจึงเป็น 1:2

ตารางด้านขวาของภาพแสดงอัตราชนะขั้นต่ำที่ทำให้เท่าทุน ซึ่งเท่ากับ 1 หารด้วย (1 + R) ที่ 1:1 ต้องชนะ 50% ที่ 1:2 ต้องชนะประมาณ 33.3% และที่ 1:3 ต้องชนะ 25% ตัวเลขนี้ยังไม่รวมต้นทุนการเทรด ซึ่งทำให้อัตราชนะที่ต้องการสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ตามที่อธิบายใน ต้นทุนการเทรด
Risk:Reward สูงไม่ได้ดีกว่าเสมอ
การตั้งเป้าไกลขึ้นทำให้ Risk:Reward ดูดี แต่ราคาไปถึงเป้าไกลได้ยากกว่า อัตราชนะจึงมักลดลง สิ่งที่ตัดสินผลจริงคือสองค่านี้รวมกัน วิธีที่มีอัตราชนะ 60% ที่ 1:1 กับวิธีที่ชนะ 30% ที่ 1:3 อาจให้ผลใกล้กันได้ วิธีเดียวที่จะรู้คือบันทึกผลจริงแล้วคำนวณ Expectancy ตามที่อธิบายใน แผนการเทรดและบันทึกการเทรด
วาง Stop Loss ก่อน แล้วค่อยคำนวณขนาดไม้
ลำดับที่ถูกคือเลือกจุด Stop Loss จากโครงสร้างราคา วัดระยะเป็น pip แล้วคำนวณขนาดไม้ให้ความเสี่ยงเท่ากับจำนวนที่ยอมรับได้ จากตัวอย่างเดิม ถ้ายอมเสียได้ 30 ดอลลาร์ต่อไม้และระยะ Stop Loss คือ 30 pips ขนาดไม้คือ 0.10 lot เพราะ EURUSD 0.10 lot มีค่า 1 ดอลลาร์ต่อ pip
การทำกลับกัน คือเลือกขนาดไม้ก่อนแล้วบีบ Stop Loss ให้แคบพอ ทำให้ Stop Loss อยู่ในจุดที่ไม่มีความหมายกับโครงสร้างราคา และโดนปิดง่ายจากความผันผวนปกติ อ่านวิธีคำนวณมูลค่าต่อ pip ได้ใน Pip และ Point
การเลื่อน Stop Loss
- เลื่อนเข้ามาเพื่อลดความเสี่ยง — เช่น เลื่อนไปจุดคุ้มทุนหลังราคาเดินไปถึงระยะที่กำหนด ทำได้ถ้าเป็นกฎที่ตั้งไว้
- Trailing Stop — เลื่อนตามราคาอัตโนมัติ เหมาะกับการตามเทรนด์ แต่ถ้าแคบเกินจะโดนปิดจากการย่อตัวปกติ
- ไม่เลื่อนออกเมื่อราคาใกล้ถึง — นี่คือการเปลี่ยนความเสียหายที่กำหนดไว้ให้ไม่มีเพดาน
Stop Loss ไม่ได้การันตีราคาปิด
เมื่อราคาแตะระดับ Stop Loss คำสั่งจะกลายเป็นคำสั่งแบบตลาด ในช่วงข่าวแรงหรือช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาอาจกระโดดข้ามระดับที่วางไว้ ทำให้ปิดได้ที่ราคาที่แย่กว่า การขาดทุนจริงจึงเกินค่าที่คำนวณไว้ได้ ควรเผื่อไว้ในแผน และระวังช่วงเวลาที่อธิบายใน ปฏิทินเศรษฐกิจ
สรุป
Stop Loss กำหนดว่าผิดแล้วเสียเท่าไร Take Profit กำหนดว่าถูกแล้วได้เท่าไร และสัดส่วนระหว่างสองค่าบอกว่าต้องชนะบ่อยแค่ไหน เมื่อวางทั้งสองจุดจากโครงสร้างราคาแล้วคำนวณขนาดไม้ตามมา ทุกไม้จะมีความเสี่ยงที่รู้ล่วงหน้าและเทียบกันได้ ภาพรวมของการบริหารความเสี่ยงอยู่ใน Risk Management


