Pairs Trading คืออะไร? เทรดส่วนต่างของสองสินทรัพย์ที่สัมพันธ์กัน

Pairs Trading คือการเปิดสองสถานะคนละทางบนสินทรัพย์ที่มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน แล้วทำกำไรจากส่วนต่างที่กว้างผิดปกติแคบกลับมา จุดขายของมันคือไม่ต้องเดาว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่สิ่งที่ต้องแลกคือต้นทุนสองชุดและความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์เดิมอาจเปลี่ยนไปถาวร บทความนี้อธิบายวิธีวัดส่วนต่าง วิธีตั้งเกณฑ์เข้า-ออก และความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในกราฟ
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- เทรดส่วนต่าง ไม่ใช่ทิศของตลาด ถ้าทั้งคู่ขึ้นหรือลงพร้อมกัน ผลรวมของสองขาแทบไม่เปลี่ยน
- z-score บอกว่าส่วนต่างห่างจากค่าเฉลี่ยกี่เท่าของส่วนเบี่ยงเบน ทำให้ตั้งเกณฑ์เป็นตัวเลขได้
- สองขาต้องมีมูลค่าใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ lot เท่ากัน มิฉะนั้นจะเหลือความเสี่ยงทิศตลาดติดมาด้วย
- ต้องมีจุดตัดขาดทุนเสมอ เพราะ "เดี๋ยวก็กลับมา" ไม่ใช่กฎ และส่วนต่างอาจไม่กลับมาอีกเลย
- เปิดสองขาคือจ่ายสองชุด ทั้ง Spread ค่าธรรมเนียม Swap และ Margin
แนวคิดพื้นฐาน
สินทรัพย์บางคู่ขยับไปด้วยกันเพราะมีปัจจัยร่วม เช่นคู่เงินที่มีสกุลเดียวกันอยู่ข้างหนึ่ง หรือประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งสินค้าส่งออกกลุ่มเดียวกัน เมื่อทั้งคู่เดินไปด้วยกันเป็นปกติ ช่วงที่ตัวหนึ่งวิ่งนำอีกตัวมาก ๆ จึงเป็นจังหวะที่บางคนตั้งสมมติฐานว่าระยะห่างจะแคบกลับ
สังเกตว่านี่คือการเดิมพันกับ การกลับเข้าหาค่าเฉลี่ย ของส่วนต่าง ไม่ใช่ของราคา และสมมติฐานนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเหตุผลที่ทำให้สองตัวเดินด้วยกันยังอยู่
วัดส่วนต่างด้วยอัตราส่วน
วิธีที่ใช้กันบ่อยคือเอาราคาของตัวหนึ่งหารด้วยอีกตัว ได้เป็นอัตราส่วนที่ติดตามได้เหมือนราคาเดียว ข้อดีของการหารแทนการลบคือผลลัพธ์ไม่ขึ้นกับว่าราคาทั้งคู่อยู่ระดับไหน
จากนั้นหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราส่วนในช่วงย้อนหลังที่กำหนด แล้วแปลงเป็น z-score ด้วยสูตร (อัตราส่วนวันนี้ − ค่าเฉลี่ย) ÷ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที่ได้บอกเป็นจำนวนเท่าของ SD ว่าตอนนี้ห่างผิดปกติแค่ไหน
ตัวอย่าง: AUDUSD กับ NZDUSD
ภาพด้านล่างใช้ราคาจำลองรายวันของสองคู่เงินที่มักถูกยกเป็นตัวอย่างเพราะมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง อัตราส่วนที่ใช้คือ AUDUSD ÷ NZDUSD และหน้าต่างที่ใช้คำนวณคือ 50 วัน

ในวันที่เข้า AUDUSD อยู่ที่ 0.6268 และ NZDUSD อยู่ที่ 0.5693 อัตราส่วนจึงเป็น 1.10100 ขณะที่ค่าเฉลี่ย 50 วันอยู่ที่ 1.08969 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.00483 ทำให้ z เท่ากับ +2.34 แปลว่าอัตราส่วนสูงกว่าปกติมาก สมมติฐานคือ AUDUSD แพงเกินเมื่อเทียบกับ NZDUSD จึงเปิด Sell AUDUSD คู่กับ Buy NZDUSD สิบวันต่อมาอัตราส่วนลงมาที่ 1.0900 ซึ่ง z เท่ากับ −0.11 จึงปิดทั้งคู่ ได้ +1.97R เมื่อวัดจากระยะ Stop ที่ตั้งไว้ที่ z = +3.5
ปรับขนาดสองขาให้สมดุล
ถ้าเปิด 0.10 lot เท่ากันทั้งสองขา มูลค่าที่ควบคุมจะไม่เท่ากันเพราะราคาต่างกัน ในตัวอย่างนี้ 0.10 lot ของ AUDUSD คิดเป็นราว 6,268 USD จึงต้องใช้ NZDUSD 0.11 lot ให้ได้ราว 6,262 USD ถึงจะใกล้เคียงกัน
ถ้าไม่ปรับ สิ่งที่เหลืออยู่จะไม่ใช่การเทรดส่วนต่างล้วน ๆ แต่มีความเสี่ยงทิศของดอลลาร์ปนอยู่ด้วย และสัดส่วนนี้ยังต้องทบทวนเมื่อราคาเคลื่อนไปมาก เพราะมูลค่าของแต่ละขาเปลี่ยนตามราคา
จุดออกและจุดตัดขาดทุน
- ออกเมื่อ z กลับเข้าใกล้ศูนย์ — เป็นเกณฑ์ที่ตรงกับสมมติฐานที่สุด
- ตัดขาดทุนเมื่อ z ยิ่งห่าง — เช่นที่ z = +3.5 ในตัวอย่าง ซึ่งแปลว่าสมมติฐานผิด
- ออกตามเวลา — ถ้าถือเกินจำนวนวันที่กำหนดแล้วยังไม่กลับ ให้ปิดทิ้ง เพราะ Swap เดินทุกคืน
ข้อที่คนข้ามบ่อยที่สุดคือข้อสอง เพราะการเห็นส่วนต่างกว้างขึ้นมักถูกตีความว่า "ยิ่งน่าเข้า" ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับการถัวเฉลี่ยขาดทุน และนำไปสู่ขนาดสถานะที่โตเกินตัวได้เร็วมาก
ความเสี่ยงหลัก: ความสัมพันธ์เปลี่ยน
ค่า Correlation ที่คำนวณย้อนหลัง 50 วันในตัวอย่างอยู่ที่ 0.93 แต่ตัวเลขนี้บอกแค่อดีต เมื่อธนาคารกลางของสองประเทศเดินคนละทาง หรือมีข่าวเฉพาะตัวของประเทศใดประเทศหนึ่ง ส่วนต่างอาจขยับไปอยู่ระดับใหม่และไม่กลับมาอีก
กรณีแบบนี้อันตรายเป็นพิเศษ เพราะสถานะที่ดูเหมือนป้องกันกันเองกลับขาดทุนทั้งสองขาได้ และคนมักถือนานกว่าปกติเพราะเชื่อว่ามันต้องกลับ ข้อจำกัดของการวัดความสัมพันธ์อธิบายไว้ที่ ความเสี่ยงจาก Correlation
ต้นทุนสองชุด
ทุกครั้งที่เปิดคู่หนึ่ง คือการจ่าย Spread สองครั้งทั้งตอนเข้าและตอนออก รวมเป็นสี่ครั้งต่อรอบ ถ้าส่วนต่างที่หวังได้มีขนาดไม่กี่สิบจุด ต้นทุนเหล่านี้กินสัดส่วนสูงมาก รายละเอียดดูที่ ต้นทุนการเทรด
Swap ก็เดินแยกทั้งสองขา และไม่ได้หักล้างกันเสมอไปแม้จะถือคนละทาง เพราะอัตราฝั่งซื้อกับฝั่งขายของแต่ละคู่ไม่สมมาตร ส่วน Margin นั้นสองขาอยู่คนละสัญลักษณ์ จึงมักถูกคิดแยกเต็มจำนวน ต่างจากการ Hedging ในสัญลักษณ์เดียวกัน
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
- เลือกคู่จากค่า Correlation อย่างเดียว — ต้องมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับด้วย ไม่ใช่ความบังเอิญทางสถิติ
- ใช้หน้าต่างคำนวณสั้นเกิน — ค่าเฉลี่ยและ SD จะแกว่งจนเกณฑ์เข้าไม่มีความหมาย
- ไม่ตั้ง Stop เพราะคิดว่าสองขาป้องกันกันเอง — ขาดทุนพร้อมกันทั้งสองฝั่งเกิดขึ้นได้จริง
- ลืมว่ากำไรต้องชนะต้นทุนสี่ครั้ง — คู่ที่ Spread กว้างมักไม่คุ้มตั้งแต่ต้น
สรุป
Pairs Trading ย้ายคำถามจาก "ตลาดจะไปทางไหน" มาเป็น "ส่วนต่างนี้ผิดปกติจริงไหม" ซึ่งวัดเป็นตัวเลขได้ด้วย z-score แต่ความเป็นกลางต่อทิศตลาดไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำ เพราะความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปคือความเสี่ยงที่ Stop เท่านั้นที่จำกัดได้ ถ้าอยากเห็นอีกกลยุทธ์ที่อาศัยส่วนต่างของราคาเช่นกัน แต่แทบไม่เหลือช่องให้รายย่อย อ่านต่อที่ Arbitrage



Discussion