All posts

Martingale คืออะไร? ทำไมการเพิ่ม Lot ต้องเข้าใจความเสี่ยง

อธิบาย Martingale, lot multiplier, exponential exposure และแนวทางจำกัดความเสี่ยงเมื่อนำไปใช้ใน EA

Martingale ในบริบทของ EA มักหมายถึงการเพิ่มขนาดไม้ทุกครั้งที่เปิดลำดับถัดไป โดยใช้ตัวคูณ เช่น 1.5 หรือ 2.0 แนวคิดเบื้องหลังคือถ้าไม้ที่ใหญ่ขึ้นได้กำไร จะชดเชยไม้ก่อนหน้าที่ติดลบได้ ปัญหาคือตัวเลขโตเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่รู้สึก

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • การคูณสองแปดครั้งทำให้ไม้สุดท้ายใหญ่เป็น 128 เท่าของไม้แรก
  • ตัวเลขนี้เป็นผลทางคณิตศาสตร์ ไม่ขึ้นกับว่าตลาดเป็นอย่างไรหรือกลยุทธ์ดีแค่ไหน
  • การเพิ่มขนาดทำให้จุดคุ้มทุนขยับเข้าใกล้เร็วขึ้น แต่ความเสียหายต่อ 1 point ก็โตขึ้นพร้อมกัน
  • สิ่งที่ต้องเห็นบนหน้าจอคือขนาดรวมสะสม ไม่ใช่ขนาดของไม้ถัดไป
  • ถ้าไม่มีเพดานจำนวนไม้และเพดานขนาดรวม ระบบจะไม่มีขาดทุนสูงสุดที่คำนวณได้

ตัวเลขโตเร็วแค่ไหน

เริ่มที่ 0.01 lot แล้วคูณสองทุกไม้ จะได้ลำดับตามภาพด้านล่าง สังเกตว่าสี่ไม้แรกรวมกันยังไม่ถึงครึ่งของไม้ที่แปดไม้เดียว

แผนภาพอธิบาย: Martingale คืออะไร? ทำไมการเพิ่ม Lot ต้องเข้าใจความเสี่ยง

เทียบตัวคูณสองแบบที่พบบ่อย เริ่มที่ 0.01 lot เท่ากัน

  • ตัวคูณ 1.5 — ไม้ที่ 8 อยู่ที่ประมาณ 0.17 lot และขนาดรวมสะสมประมาณ 0.50 lot
  • ตัวคูณ 2.0 — ไม้ที่ 8 อยู่ที่ 1.28 lot และขนาดรวมสะสม 2.55 lot

ต่างกันแค่ตัวคูณ แต่ขนาดรวมต่างกันประมาณห้าเท่า นี่คือเหตุผลที่ตัวคูณเป็นค่าที่ต้องเข้าใจก่อนตั้ง ไม่ใช่ค่าที่ปรับเล่นได้

ทำไมความรู้สึกถึงไม่ตรงกับความจริง

เวลามองทีละไม้ การเพิ่มดูเหมือนเล็กน้อยเสมอ จาก 0.32 เป็น 0.64 รู้สึกเหมือน “เพิ่มอีกนิดเดียว” เพราะสมองเปรียบเทียบเป็นผลต่าง แต่ความเสี่ยงจริงเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วน

อีกจุดที่ทำให้เข้าใจผิดคือระบบส่วนใหญ่แสดงเฉพาะขนาดของไม้ที่กำลังจะเปิด ไม่ได้แสดงขนาดรวมของทุกไม้ที่ถืออยู่ ผู้ใช้จึงเห็นเลข 0.64 แต่จริง ๆ กำลังถืออยู่ 1.27 lot รวมกัน

ข้อมูลที่ควรเห็นตลอดเวลา

หน้าจอของระบบที่ใช้การเพิ่มขนาดควรแสดงอย่างน้อยดังนี้ และควรเห็นได้โดยไม่ต้องกดเปิดหน้าอื่น

  • ชั้นปัจจุบัน — กำลังอยู่ไม้ที่เท่าไรจากเพดานที่ตั้งไว้
  • ขนาดรวมสะสม — ตัวเลขที่บอกความเสี่ยงจริง ไม่ใช่ขนาดไม้ถัดไป
  • กำไรขาดทุนลอยตัว — ยอดรวมของทั้งชุด ไม่ใช่รายไม้
  • ระยะห่างจากจุดคุ้มทุน — ราคาต้องกลับมาอีกกี่ point ทั้งชุดจึงเท่าทุน
  • ระดับ Margin — ตัวเลขที่บอกว่าเหลือพื้นที่ให้ราคาสวนทางได้อีกเท่าไร
  • เพดานที่ตั้งไว้ — แสดงคู่กับค่าปัจจุบันเสมอ เพื่อให้เห็นว่าเหลือระยะอีกเท่าไร

การเพิ่มขนาดไม่รับประกันการกลับมาเท่าทุน

ข้อโต้แย้งที่พบบ่อยคือ “ราคาต้องย้อนกลับสักวัน” ซึ่งอาจจริงในทางทฤษฎี แต่ระบบไม่ได้ล้มเหลวเพราะราคาไม่ย้อนกลับ มันล้มเหลวเพราะเงินทุนหมดก่อนที่ราคาจะย้อนกลับ

ตารางแสดงขนาดไม้ที่เพิ่มเป็นสองเท่า และระยะที่ราคาสวนได้ก่อนชนเพดานซึ่งสั้นลงทุกไม้

ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดจริงมักเป็นแบบนี้ ราคาสวนทางต่อเนื่อง ระบบเปิดไม้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ขาดทุนลอยตัวกินเข้าไปใน Equity ระดับ Margin ลดลง จนโบรกเกอร์บังคับปิดสถานะ ซึ่งเกิดขึ้นตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ ไม่ได้รอให้ระบบตัดสินใจเอง

เมื่อถึงจุดนั้น การที่ราคาย้อนกลับในวันถัดมาไม่ได้ช่วยอะไร เพราะสถานะถูกปิดไปแล้ว

ตัวควบคุมที่ควรมี

  • เพดานจำนวนไม้ — จุดที่ระบบหยุดเพิ่ม ทำให้ความเสียหายสูงสุดเป็นตัวเลขที่รู้ล่วงหน้า
  • เพดานขนาดไม้เดียว — กันไม่ให้ไม้ใดไม้หนึ่งใหญ่เกินกว่าที่บัญชีรับไหว
  • เพดานขนาดรวม — คุมทั้งชุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเสี่ยงจริงที่สุด
  • ตัดขาดทุนระดับพอร์ต — ปิดทั้งชุดเมื่อถึงระดับที่ยอมรับได้ แทนที่จะรอ Margin Call
  • ระยะห่างขั้นต่ำระหว่างไม้ — กันไม่ให้ไม้ถูกเปิดชิดกันเกินไปในช่วงที่ราคากระชาก
  • ตัวกรองความผันผวน — หยุดเปิดเพิ่มเมื่อตลาดผันผวนผิดปกติ
  • ตัวกรองช่วงเวลา — หลีกเลี่ยงช่วงที่สภาพคล่องต่ำและราคากระโดดง่าย

ตัวเลขที่ตั้งควรมาจากการคำนวณย้อนกลับจากเงินทุน ไม่ใช่ตั้งจากความรู้สึก เริ่มจากคำถามว่ายอมเสียได้เท่าไร แล้วค่อยหาว่าจำนวนไม้และตัวคูณเท่าไรที่อยู่ในกรอบนั้น

ทางเลือกอื่นในการเพิ่มขนาด

ระบบไม่จำเป็นต้องคูณไปเรื่อย ๆ มีวิธีอื่นที่ความเสี่ยงโตช้ากว่า

  • ขนาดคงที่ — ทุกไม้เท่ากัน ความเสี่ยงโตแบบเส้นตรง คาดการณ์ง่ายที่สุด
  • คูณแบบมีเพดาน — คูณถึงระดับหนึ่งแล้วคงที่ เช่นคูณถึงไม้ที่ 4 จากนั้นใช้ขนาดเท่าเดิม
  • เพิ่มเป็นกลุ่ม — เพิ่มขนาดทุก ๆ สองหรือสามไม้แทนที่จะเพิ่มทุกไม้
  • เพิ่มแบบขั้นบันได — บวกทีละเท่า ๆ กัน เช่น 0.10 / 0.12 / 0.14 แทนการคูณ
  • คำนวณจากความเสี่ยงคงที่ — ให้ทุกไม้มีมูลค่าความเสี่ยงเท่ากันเมื่อเทียบกับระยะ Stop

คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนใช้งานจริง

  • ถ้าแพ้ติดกันจนครบเพดาน ขนาดรวมเท่าไร และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน
  • ณ ไม้สุดท้าย ราคาสวนทางได้อีกกี่ point ก่อนถึงระดับที่โบรกเกอร์บังคับปิด
  • เคยเกิดการเคลื่อนไหวทางเดียวยาวกว่านั้นในอดีตหรือไม่
  • ถ้าระบบหยุดทำงานตอนถือ 6 ไม้อยู่ จะจัดการต่อด้วยมืออย่างไร
  • ผลทดสอบย้อนหลังที่เห็น ครอบคลุมช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มยาวหรือไม่

สรุป

ประเด็นของ Martingale ไม่ใช่ว่าควรใช้หรือไม่ควรใช้ แต่คือผู้ใช้ต้องมองเห็นขนาดที่กำลังสะสมอยู่ และมีขอบเขตที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นตัวเลขชัดเจน ระบบที่เพิ่มขนาดได้ไม่จำกัดคือระบบที่ไม่มีใครตอบได้ว่าจะเสียสูงสุดเท่าไร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่ระบบทำกำไรได้ในช่วงที่ผ่านมา

Discussion