บทความทั้งหมด

เวลาเปิดปิดตลาด Forex และช่วงที่ควรระวัง

ตลาดค่าเงินเปิดต่อเนื่องห้าวันต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้คึกคักเท่ากันตลอดเวลา ช่วงที่ศูนย์กลางการเงินใหญ่เปิดทำการพร้อมกันคือช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด และเป็นช่วงที่พฤติกรรมของราคาต่างจากช่วงอื่นอย่างชัดเจน

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • มีสี่ช่วงหลักคือ Sydney, Tokyo, London และ New York
  • ช่วงที่ London ทับกับ New York คือช่วงที่คึกคักที่สุด
  • ช่วงที่เงียบมัก Spread กว้างกว่าและราคาขยับน้อยกว่า
  • เวลาเปลี่ยนตามช่วง Daylight Saving ของแต่ละประเทศ ไม่ได้คงที่ทั้งปี
  • ระบบอัตโนมัติควรมีตัวกรองเวลา ไม่ใช่เทรดเหมือนกันหมดทั้งวัน

สี่ช่วงเวลาหลัก

เวลาที่ใช้อ้างอิงกันคือเวลาของเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ ซึ่งมักไม่ตรงกับเวลาไทย สิ่งแรกที่ควรทำคือตรวจว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้อยู่ตั้งเวลาไว้อย่างไร เพราะตัวกรองเวลาทั้งหมดในระบบจะอิงกับค่านี้

แผนภาพแสดงช่วงเวลาทำการของตลาดสี่แห่งและช่วงที่ทับซ้อนกันในหนึ่งวัน

จากภาพจะเห็นว่าช่วงที่ทับซ้อนกันมีสองช่วง คือ Tokyo กับ London ในช่วงสั้น ๆ และ London กับ New York ซึ่งยาวกว่าและมีปริมาณการซื้อขายสูงกว่ามาก ช่วงหลังนี้คือช่วงที่การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ของวันมักเกิดขึ้น

ทำไมช่วงเวลาถึงสำคัญกับระบบ

พฤติกรรมของราคาในช่วงเงียบกับช่วงคึกคักต่างกันมากพอที่จะทำให้ระบบเดียวกันให้ผลคนละแบบ ระบบที่อิงการทะลุกรอบมักเจอสัญญาณหลอกในช่วงเงียบ เพราะกรอบแคบและปริมาณน้อย ส่วนระบบที่เก็บกำไรสั้น ๆ ในกรอบมักทำงานได้ดีกว่าในช่วงนั้น

  • Spread — กว้างกว่าในช่วงเงียบและช่วงรอยต่อของวัน
  • ระยะแกว่งต่อแท่ง — เล็กลงมากในช่วงที่ไม่มีศูนย์กลางใหญ่เปิด
  • Slippage — กว้างขึ้นทั้งในช่วงเงียบและช่วงข่าวออก ด้วยเหตุผลคนละอย่าง
  • ช่วงรอยต่อของวัน — เป็นจังหวะที่ Swap ถูกคิดและ Spread มักกระชากชั่วครู่

ช่วงรอยต่อของวันที่ต้องระวัง

ประมาณช่วงที่เซิร์ฟเวอร์เปลี่ยนวัน สภาพคล่องจะบางลงชั่วครู่ Spread กว้างขึ้นผิดปกติ และเป็นจังหวะที่ Swap ถูกคิด ระบบที่ไม่มีตัวกรองเวลาจะเข้าไม้ในจังหวะนี้ได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นการจ่ายต้นทุนสูงสุดโดยไม่ได้อะไรตอบแทน

วิธีรับมือที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือห้ามเปิดไม้ใหม่ในช่วงนั้น และตรวจว่าเงื่อนไขปิดยังทำงานได้ตามปกติ รายละเอียดเรื่องต้นทุนที่เปลี่ยนไปตามเวลาอยู่ในบทความ Swap

วันจันทร์กับวันศุกร์

ต้นวันจันทร์มักมีช่องว่างราคาจากข่าวที่เกิดระหว่างสุดสัปดาห์ ส่วนท้ายวันศุกร์สภาพคล่องจะบางลงเมื่อเข้าใกล้เวลาปิด และการถือสถานะข้ามสุดสัปดาห์แปลว่ายอมรับความเสี่ยงจากช่องว่างราคาที่จะเปิดในวันจันทร์

ระบบที่ถือสถานะหลายไม้พร้อมกันต้องตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าเป็นกฎ ไม่ใช่ตัดสินใจตอนบ่ายวันศุกร์ เพราะช่องว่างราคาข้ามระดับ Stop ได้ ตามที่อธิบายไว้ในบทความ Margin Call และ Stop Out

ตัวกรองเวลาในระบบอัตโนมัติ

  • อิงเวลาเซิร์ฟเวอร์เสมอ — และเขียน log ไว้ด้วยว่าใช้เวลาอะไรตัดสิน
  • รองรับการเปลี่ยน Daylight Saving — ช่วงเวลาที่ตั้งไว้จะเลื่อนปีละสองครั้ง
  • แยกกฎของวันจันทร์และวันศุกร์ — สองวันนี้มีลักษณะต่างจากวันกลางสัปดาห์
  • ทดสอบผลแยกตามช่วงเวลา — เพื่อดูว่ากำไรกระจุกอยู่ในช่วงไหน

ข่าวสำคัญออกเวลาไหน

ข่าวเศรษฐกิจที่ขยับตลาดมากที่สุดมักออกในช่วงเช้าของ New York ซึ่งทับกับบ่ายของ London พอดี จึงเป็นจังหวะที่มีทั้งปริมาณการซื้อขายสูงและความผันผวนสูงพร้อมกัน

  • ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ — ออกต้นเดือน เป็นจังหวะที่ราคาขยับแรงที่สุดครั้งหนึ่งของเดือน
  • ประกาศอัตราดอกเบี้ย — ผลกระทบยาวกว่าและมักตามด้วยการแถลงข่าว
  • ตัวเลขเงินเฟ้อ — มีผลมากกับทองและคู่เงินที่อ้างอิงดอลลาร์

สิ่งที่ระบบควรมีคือเงื่อนไขหยุดเทรดรอบช่วงเวลาเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็เพดาน Spread ที่ยอมรับได้ เพราะในจังหวะข่าว ต้นทุนต่อครั้งอาจสูงกว่าปกติหลายเท่าในเวลาไม่กี่วินาที

สรุป

เวลาไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นตัวแปรที่เปลี่ยนทั้งต้นทุนและพฤติกรรมของราคา ระบบที่ทำงานเหมือนกันตลอด 24 ชั่วโมงกำลังปฏิบัติกับช่วงเวลาที่ต่างกันมากราวกับว่าเหมือนกัน การเพิ่มตัวกรองเวลาจึงมักเป็นการปรับปรุงที่ให้ผลชัดเจนโดยไม่ต้องเปลี่ยนตรรกะหลักของระบบเลย