Balance, Equity, Margin ต่างกันอย่างไร

ตัวเลขในบัญชีเทรดมีหลายค่าและมักถูกใช้สลับกันจนสับสน โดยเฉพาะ Balance กับ Equity ที่คนจำนวนมากคิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งที่ทั้งสองค่าจะเท่ากันก็ต่อเมื่อไม่มีสถานะเปิดอยู่เลย
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Balance คือผลที่ปิดไปแล้ว ไม่รวมสถานะที่ยังเปิดอยู่
- Equity คือ Balance บวกผลของสถานะที่ยังเปิดอยู่ ณ ขณะนั้น
- Margin คือส่วนที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันของสถานะที่เปิด
- Free Margin คือ Equity ลบ Margin คือส่วนที่ยังเปิดสถานะเพิ่มได้
- Margin Level คือ Equity หารด้วย Margin คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ — เป็นค่าที่ตัดสินว่าบัญชีจะถูกบังคับปิดหรือไม่
Balance กับ Equity ต่างกันตรงไหน
Balance จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีการปิดสถานะ ฝากเงิน ถอนเงิน หรือมีรายการอย่าง Swap เข้ามา ส่วน Equity เปลี่ยนตลอดเวลาที่ราคาขยับ เพราะมันรวมผลของสถานะที่ยังเปิดอยู่ด้วย
ความเข้าใจผิดที่อันตรายคือการดูแต่ Balance แล้วคิดว่าบัญชียังปกติ ทั้งที่ Equity อาจต่ำกว่ามากเพราะมีสถานะที่ติดลบค้างอยู่ ระบบที่ถือสถานะไว้นานโดยไม่ตัดขาดทุน จะทำให้ตัวเลขสองค่านี้ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพด้านบนแสดงความสัมพันธ์ของทั้งห้าค่าเป็นสัดส่วน โดยไม่ระบุเป็นจำนวนเงิน เพราะสิ่งที่ตัดสินความปลอดภัยของบัญชีคืออัตราส่วน ไม่ใช่ขนาดของเงินที่มี
Margin คือหลักประกัน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
เมื่อเปิดสถานะ ส่วนหนึ่งของ Equity จะถูกกันไว้เป็นหลักประกันตามขนาดสถานะและอัตราทดที่ใช้ เงินส่วนนี้ไม่ได้หายไป แต่ถูกล็อกไว้จนกว่าจะปิดสถานะ สิ่งที่ต้องเข้าใจคือมันไม่ใช่เพดานการขาดทุน
ถ้าราคาสวนทางเกินกว่าหลักประกันที่วางไว้ ส่วนที่เกินจะถูกหักจาก Equity ต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่อธิบายไว้ในบทความ Forex พื้นฐาน เรื่องมูลค่าที่ควบคุมจริง
Free Margin บอกอะไร
Free Margin คือส่วนที่เหลือหลังหักหลักประกันออกจาก Equity ค่านี้บอกว่ายังเปิดสถานะเพิ่มได้อีกเท่าไร และที่สำคัญกว่านั้นคือมันคือกันชนที่รองรับการเคลื่อนไหวที่สวนทาง
เมื่อ Free Margin ลดลงจนใกล้ศูนย์ แปลว่าบัญชีแทบไม่มีพื้นที่รองรับแล้ว ระบบที่เปิดสถานะหลายไม้พร้อมกันอย่าง Grid ต้องเฝ้าค่านี้เป็นพิเศษ เพราะทุกไม้ที่เพิ่มเข้ามาคือการกินพื้นที่ตรงนี้
Margin Level คือค่าที่ต้องเฝ้า
Margin Level คำนวณจาก Equity หารด้วย Margin แล้วคูณร้อย ค่านี้สำคัญเพราะโบรกเกอร์ใช้มันเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะเตือนหรือจะบังคับปิดสถานะ รายละเอียดอยู่ในบทความ Margin Call และ Stop Out
ข้อสังเกตที่สำคัญคือค่านี้ลดลงได้จากสองทางพร้อมกัน คือ Equity ที่ลดเพราะราคาสวนทาง และ Margin ที่เพิ่มเพราะเปิดสถานะเพิ่ม ระบบที่เพิ่มขนาดเมื่อติดลบจึงกดค่านี้ลงจากทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ควรเฝ้าดูในระบบอัตโนมัติ
- Margin Level เป็นเปอร์เซ็นต์ — ไม่ใช่ดูแค่ Balance ซึ่งไม่เปลี่ยนตามราคา
- ส่วนต่างระหว่าง Balance กับ Equity — บอกขนาดของสิ่งที่ยังไม่ได้ตัดสิน
- Free Margin เทียบกับหลักประกันต่อหนึ่งไม้ — บอกว่ายังเปิดเพิ่มได้อีกกี่ไม้
- จำนวนสถานะที่เปิดอยู่ — เพื่อให้เห็นว่าหลักประกันถูกกินไปกับอะไร
ตัวเลขเดินอย่างไรเมื่อเปิดสถานะ
ตอนยังไม่มีสถานะเปิด Balance กับ Equity เท่ากัน Margin เป็นศูนย์ และ Free Margin เท่ากับ Equity ทั้งหมด ส่วน Margin Level ยังไม่มีค่าเพราะตัวส่วนเป็นศูนย์
- เมื่อเปิดสถานะ — Margin ถูกกันขึ้นมาทันที Free Margin ลดลงเท่ากัน ส่วน Balance ยังไม่ขยับ
- เมื่อราคาสวนทาง — Equity ลดลง Free Margin ลดตาม และ Margin Level ลดลง แต่ Balance ยังเท่าเดิม
- เมื่อเปิดไม้เพิ่ม — Margin เพิ่มขึ้นอีก กด Margin Level ลงจากอีกด้านหนึ่ง
- เมื่อปิดสถานะ — ผลถูกโอนเข้า Balance และ Margin ที่กันไว้ถูกปล่อยคืน
ลำดับนี้อธิบายว่าทำไมบัญชีที่ดูปกติจาก Balance ถึงอยู่ในสภาพที่อันตรายได้ เพราะ Balance เป็นค่าเดียวในกลุ่มนี้ที่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
สรุป
Balance บอกอดีต Equity บอกปัจจุบัน และ Margin Level บอกว่ายังปลอดภัยแค่ไหน การดูเพียงค่าเดียวทำให้เห็นภาพไม่ครบ โดยเฉพาะในระบบที่ถือสถานะไว้หลายไม้พร้อมกัน ซึ่งเป็นกรณีที่ตัวเลขทั้งสามค่าเคลื่อนไหวคนละทิศทางได้พร้อมกัน


