All posts

กระจายความเสี่ยงหลาย EA อย่างไร? Correlation สำคัญกว่าจำนวนระบบ

การรันหลายระบบพร้อมกันมักถูกอธิบายว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง แต่การเพิ่มจำนวนไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงลดลงเสมอไป สิ่งที่กำหนดผลจริงคือระบบเหล่านั้นขาดทุนพร้อมกันหรือไม่ บทความนี้แสดงด้วยตัวเลขว่าค่าความสัมพันธ์มีผลมากกว่าจำนวนระบบอย่างไร และการกระจายช่วยอะไรไม่ได้บ้าง

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • ความสัมพันธ์ (Correlation) สำคัญกว่าจำนวนระบบ ระบบที่ขาดทุนพร้อมกันคือความเสี่ยงก้อนเดียว
  • ความผันผวนรวมไม่ใช่ผลบวกตรง ๆ ยกเว้นกรณีที่ทุกระบบสัมพันธ์กันเต็มที่
  • หลายระบบบนคู่เงินต่างกันอาจยังสัมพันธ์กันสูง ถ้ามีสกุลเงินร่วมหรือใช้ตรรกะแบบเดียวกัน
  • ค่าความสัมพันธ์ไม่คงที่ มักเพิ่มขึ้นในช่วงตลาดผิดปกติ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการการกระจายมากที่สุด
  • การกระจายลดความแกว่ง ไม่ได้ลบความเสี่ยง พอร์ตที่กระจายดีก็ยังขาดทุนได้

กระจายความเสี่ยงหมายถึงอะไรในบริบทของ EA

เป้าหมายของการกระจายคือทำให้ผลขาดทุนของส่วนหนึ่งเกิดในจังหวะที่ส่วนอื่นไม่ได้ขาดทุน เส้นทุนรวมจึงเรียบกว่าเส้นทุนของระบบเดี่ยว เงื่อนไขคือแหล่งที่มาของกำไรต้องต่างกันจริง ไม่ใช่แค่ชื่อไฟล์ต่างกัน

  • ต่างที่ตรรกะ — ระบบตามแนวโน้มกับระบบกลับสู่ค่าเฉลี่ยมักขาดทุนคนละช่วง
  • ต่างที่กรอบเวลา — ระบบรายวันกับระบบรายนาทีตอบสนองต่อเหตุการณ์คนละแบบ
  • ต่างที่สัญลักษณ์ — ช่วยได้เมื่อไม่มีสกุลเงินร่วมและไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเดียวกัน
  • ต่างที่ช่วงเวลาทำการ — ระบบที่เทรดคนละเซสชันเจอเหตุการณ์เดียวกันน้อยลง

สิ่งที่ไม่ใช่การกระจายคือการรัน EA ตัวเดียวกันด้วยค่าตั้งต่างกันเล็กน้อยหลายชุด หรือใช้ตรรกะเดียวกันบนคู่เงินที่เคลื่อนไปด้วยกัน วิธีจัดการหลายระบบในบัญชีเดียวและการแยกคำสั่งด้วย Magic Number อยู่ใน การรันหลาย EA

ตัวเลขบอกอะไร

ถ้าแต่ละระบบมีความผันผวนของผลรายเดือนเท่ากัน ความผันผวนของผลรวมไม่ได้เท่ากับผลบวกของแต่ละตัว แต่คำนวณได้จากจำนวนระบบและค่าความสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างระบบ กรณีที่ทุกตัวสัมพันธ์กันเต็มที่คือกรณีเดียวที่ความผันผวนรวมเท่ากับผลบวกตรง ๆ

ตัวอย่าง: 3 ระบบที่ค่าความสัมพันธ์ต่างกัน

สมมติมีสามระบบ แต่ละระบบมีความผันผวนของผลรายเดือนเท่ากันที่ 2.0% ของทุน เมื่อรันพร้อมกันบนบัญชีเดียว ผลรวมจะแกว่งต่างกันมากตามค่าความสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างระบบ

แท่งเทียบความผันผวนรวมของสามระบบที่มีความผันผวนตัวละ 2% เมื่อค่าความสัมพันธ์เฉลี่ยเป็น 0, 0.3, 0.5, 0.7 และ 1.0 พร้อมกล่องเทียบห้าระบบที่สัมพันธ์กันสูงกับสามระบบที่เป็นอิสระ

ในแผนภาพ แท่งซ้ายมือแสดงความผันผวนรวมของสามระบบที่ค่าความสัมพันธ์เฉลี่ยต่างกัน ที่ค่าความสัมพันธ์ 0 ผลรวมแกว่งเพียง 3.5% ของทุน ที่ 0.5 เพิ่มเป็น 4.9% และที่ 1.0 ซึ่งคือทุกระบบขาดทุนพร้อมกันเสมอ ผลรวมเป็น 6.0% นั่นคือผลบวกตรง ๆ ของสามระบบ ต่างจากกรณีที่เป็นอิสระต่อกันประมาณ 1.7 เท่า ส่วนกล่องขวามือเทียบห้าระบบที่สัมพันธ์กันสูงที่ 0.9 ซึ่งให้ผลรวม 9.6% กับสามระบบที่เป็นอิสระต่อกันซึ่งให้ 3.5% ชุดที่มีระบบมากกว่าแกว่งมากกว่าเกือบ 2.8 เท่า ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเชิงอธิบาย ไม่ใช่ผลของระบบจริง

ทำไมหลายคู่เงินถึงยังสัมพันธ์กัน

คู่เงินที่มีสกุลเงินร่วมมักเคลื่อนสัมพันธ์กัน เช่นคู่ที่มีดอลลาร์อยู่ด้านหลังหลายคู่จะขยับไปด้วยกันเมื่อดอลลาร์แข็งหรืออ่อน ระบบที่ซื้อพร้อมกันบนคู่เหล่านี้จึงเท่ากับถือความเสี่ยงต่อดอลลาร์ก้อนเดียวที่ขนาดใหญ่ขึ้น รายละเอียดอยู่ใน ความเสี่ยงจาก Correlation

นอกจากสกุลเงินร่วมแล้ว ตรรกะที่คล้ายกันก็ทำให้สัมพันธ์กันได้ ระบบที่รอการทะลุกรอบทุกตัวจะเข้าพร้อมกันในวันที่ตลาดทะลุจริง และขาดทุนพร้อมกันในวันที่การทะลุเป็นสัญญาณหลอก แม้รันบนสัญลักษณ์ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน

ค่าความสัมพันธ์ไม่คงที่

ค่าที่วัดได้จากข้อมูลย้อนหลังเป็นค่าเฉลี่ยของช่วงเวลานั้น ในเหตุการณ์ที่ตลาดตื่นตระหนก สินทรัพย์จำนวนมากมักเคลื่อนไปทางเดียวกันมากขึ้น ค่าความสัมพันธ์จึงมักสูงขึ้นในช่วงที่เราต้องการการกระจายที่สุด ความผันผวนรวมที่คำนวณจากค่าปกติจึงอาจต่ำกว่าความจริงในวันที่แย่ที่สุด

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคืออย่าวางแผนขนาดไม้โดยสมมติว่าระบบเป็นอิสระต่อกัน ควรเผื่อไว้ว่าในวันที่แย่ ทุกระบบอาจขาดทุนพร้อมกัน และควรมีเพดานรวมอย่าง Equity Stop ระดับบัญชี ครอบไว้อีกชั้น

การกระจายไม่ได้ลบความเสี่ยง

  • ระบบที่ขาดทุนสะสมยังขาดทุนต่อไป — การกระจายเฉลี่ยผล ไม่ได้ทำให้ระบบที่ไม่มีความได้เปรียบมีขึ้นมา
  • ความเสี่ยงจากคู่สัญญาไม่ลดลง — ทุกระบบในบัญชีเดียวมี ความเสี่ยงจากโบรกเกอร์ ร่วมกัน
  • ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการยังอยู่ — เซิร์ฟเวอร์ล่มหรือ VPS มีปัญหา กระทบทุกระบบพร้อมกัน
  • งบความเสี่ยงต้องแบ่งกัน — เพิ่มระบบโดยไม่ลดขนาดต่อระบบคือการเพิ่มความเสี่ยงรวม

ตรวจพอร์ตจริงอย่างไร

  • ดูผลรายวันหรือรายเดือนของแต่ละระบบเทียบกัน — ถ้าวันที่แย่ตรงกันบ่อย แปลว่าสัมพันธ์กันสูง
  • รวมผลทุกระบบเป็นเส้นเดียวก่อนประเมิน — ดู Drawdown ของผลรวม ไม่ใช่ของแต่ละตัว
  • ตรวจว่ามีการถือทิศทางเดียวกันซ้อนกันหรือไม่ — รวมขนาดตามสกุลเงิน ไม่ใช่ตามสัญลักษณ์
  • ยืนยันด้วย Forward Test ก่อนเพิ่มน้ำหนัก — ผลย้อนหลังที่ดีของระบบใหม่ไม่ได้แปลว่าเข้ากับพอร์ตเดิม

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • นับจำนวน EA แทนการวัดความสัมพันธ์ — สิบตัวที่เหมือนกันคือหนึ่งความเสี่ยง
  • เพิ่มระบบโดยไม่ลดขนาดต่อระบบ — ความเสี่ยงรวมเพิ่มขึ้นทันที
  • คิดว่าคนละคู่เงินคือคนละความเสี่ยง — สกุลเงินร่วมทำให้เคลื่อนไปด้วยกัน
  • ใช้ค่าความสัมพันธ์จากช่วงสงบมาวางแผนช่วงผันผวน — ค่าจะสูงขึ้นในวันที่แย่
  • ประเมินระบบใหม่แยกจากพอร์ตเดิม — สิ่งที่ต้องดูคือผลรวมหลังเพิ่มเข้าไป

สรุป

การกระจายความเสี่ยงได้ผลก็ต่อเมื่อระบบเหล่านั้นขาดทุนคนละจังหวะ ตัวอย่างแสดงว่าสามระบบที่เป็นอิสระต่อกันแกว่ง 3.5% ขณะที่ห้าระบบที่สัมพันธ์กันสูงแกว่ง 9.6% จำนวนจึงไม่ใช่ตัวชี้วัด สิ่งที่ต้องวัดคือความสัมพันธ์และผลรวมของทั้งพอร์ต ขั้นต่อไปคือกำหนดขนาดไม้ให้สอดคล้องกับความผันผวนของตลาด ซึ่งอธิบายใน การปรับขนาดล็อตตามความผันผวน

Discussion