Drawdown คืออะไร? ขาดทุนจากจุดสูงสุดและกำไรที่ต้องทำคืน

ตัวเลขกำไรขาดทุนรวมบอกว่าบัญชีจบที่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าระหว่างทางลงไปลึกแค่ไหน Drawdown คือตัวเลขที่ตอบคำถามนั้น และเป็นตัวที่บอกว่าวิธีเทรดหรือระบบหนึ่งต้องใช้ความอดทนและทุนสำรองเท่าไร บทความนี้อธิบายวิธีวัด เหตุผลที่ขาดทุนลึกกลับมายาก และความต่างระหว่าง Drawdown ลอยตัวกับที่ปิดแล้ว
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Drawdown วัดจากจุดสูงสุดก่อนหน้าถึงจุดต่ำสุดหลังจากนั้น ไม่ได้วัดจากเงินฝากตั้งต้น
- กำไรที่ต้องใช้กลับจุดเดิม = DD ÷ (1 − DD) ขาดทุน 20% ต้องกำไร 25% ขาดทุน 50% ต้องกำไร 100%
- Drawdown ของ Equity รวมขาดทุนลอย จึงลึกกว่าของ Balance ได้
- ระยะเวลาที่ใช้กลับจุดสูงสุดสำคัญพอ ๆ กับความลึก
- Drawdown คุมได้ด้วยขนาดไม้และกฎหยุด ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มขนาดเพื่อเอาคืน
Drawdown คืออะไร
Drawdown คือการลดลงของทุนจากจุดสูงสุดก่อนหน้า นิยมบอกเป็น % ของจุดสูงสุดนั้น สูตรคือ (จุดสูงสุด − จุดต่ำสุดหลังจากนั้น) ÷ จุดสูงสุด บัญชีที่เคยขึ้นไป 12,000 ดอลลาร์แล้วลงมา 9,600 ดอลลาร์ มี Drawdown 20% แม้ยังเหลือเงินใกล้เคียงกับเงินฝาก 10,000 ดอลลาร์ก็ตาม
วัดจากจุดสูงสุด ไม่ใช่จากเงินฝาก
การวัดจากเงินฝากทำให้ความเสียหายหลังช่วงกำไรมองไม่เห็น ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างสมมติของบัญชีที่กำไรขึ้นไปก่อน แล้วเจอช่วงขาดทุนหนัก

Equity ขึ้นไปสูงสุด 12,000 ดอลลาร์ แล้วลงไปต่ำสุด 9,600 ดอลลาร์ เท่ากับ Drawdown 20% ถ้าวัดจากเงินฝากจะเห็นแค่ขาดทุน 4% ตารางด้านขวาแสดงว่าจาก 9,600 ดอลลาร์ ต้องกำไร 25% จึงกลับไปที่ 12,000 ดอลลาร์ และตอนท้ายของกราฟ Equity อยู่ที่ 11,500 ดอลลาร์ ยังต่ำกว่าจุดสูงสุด 4.2%
ทำไมขาดทุน 20% ต้องกำไร 25%
เพราะกำไรที่ต้องทำคืนคิดจากทุนที่เหลือซึ่งเล็กลงแล้ว สูตรคือ DD ÷ (1 − DD) ยิ่งลึก ตัวเลขยิ่งโตเร็วขึ้น ไม่ได้โตเป็นเส้นตรง
- ขาดทุน 10% — ต้องกำไร 11.1%
- ขาดทุน 20% — ต้องกำไร 25%
- ขาดทุน 30% — ต้องกำไร 42.9%
- ขาดทุน 50% — ต้องกำไร 100%
นี่คือเหตุผลที่การบริหารความเสี่ยงให้น้ำหนักกับการไม่ลงลึก มากกว่าการหาทางกลับให้เร็ว ภาพรวมของแนวคิดนี้อยู่ใน Risk Management
Drawdown ลอยตัวกับ Drawdown ที่ปิดแล้ว
Balance เปลี่ยนเมื่อปิดไม้เท่านั้น ส่วน Equity รวมกำไรขาดทุนของไม้ที่ยังเปิดอยู่ ในภาพเดียวกัน Balance ลดจาก 12,000 เหลือ 10,200 ดอลลาร์ หรือ 15% เพราะไม้ถูกปิดหลังราคาดีดกลับ แต่ระหว่างที่ถือ Equity ลงไปลึกถึง 20% ถ้าดูแค่ Balance จะประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
Margin Level และการบังคับปิดสถานะคิดจาก Equity ไม่ใช่ Balance ความต่างนี้จึงมีผลจริงกับบัญชี อ่านเพิ่มใน Balance, Equity และ Margin
ระยะเวลาอยู่ใต้จุดสูงสุด
นอกจากความลึก ควรดูว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ Drawdown 20% ที่ฟื้นในไม่กี่สัปดาห์ กับที่ยังไม่ฟื้นหลังหลายเดือน มีผลต่อการตัดสินใจต่างกันมาก ช่วงที่อยู่ใต้จุดสูงสุดนาน ๆ คือช่วงที่คนมักเลิกใช้แผน เปลี่ยนวิธี หรือเพิ่มขนาดไม้ การรู้ล่วงหน้าว่าช่วงแบบนี้เกิดได้ช่วยให้ตัดสินใจตามกฎมากขึ้น
ระบบที่ถือหลายไม้พร้อมกัน
ระบบที่ทยอยเปิดหลายไม้ เช่น Grid หรือ DCA ได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องจับจังหวะเข้าให้แม่น และปิดทั้งชุดได้เมื่อราคาย้อนกลับเพียงบางส่วน สิ่งที่แลกมาคือขาดทุนลอยที่สะสมระหว่างทางก่อนทั้งชุดจะปิด Drawdown ของ Equity จึงเป็นตัวเลขหลักที่ต้องดู ไม่ใช่ผลของไม้ที่ปิดแล้วแต่ละไม้ ระบบของ Ambside ก็ใช้โครงสร้างกลุ่มนี้และพัฒนาทดสอบอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีโครงสร้างใดรับประกันผล การกำหนดเพดานขาดทุนของทั้งชุดล่วงหน้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อย่างรู้ความเสี่ยง
คุม Drawdown อย่างไร
- คุมความเสี่ยงต่อไม้ — ขนาดไม้จาก % ของทุนตามที่อธิบายใน Position Sizing
- ตั้งเพดานขาดทุนรายวันและรายสัปดาห์ — กันไม่ให้วันที่แย่ลุกลาม ตามที่อธิบายใน เพดานขาดทุนรายวัน
- กำหนดระดับ Drawdown ที่จะหยุดทบทวน — เขียนไว้ก่อนเริ่ม ไม่ใช่ตัดสินกลางช่วงขาดทุน
- ดูความเสี่ยงรวมของไม้ที่เปิดอยู่ — ไม่ใช่นับจำนวนไม้
ความผิดพลาดที่พบบ่อย
- วัดจากเงินฝาก — ทำให้ Drawdown หลังช่วงกำไรดูเล็กกว่าความจริง
- ดูแค่ Balance — ขณะที่ขาดทุนลอยลึกกว่ามาก
- คิดว่าขาดทุน 20% ต้องกำไร 20% ก็คืน — จริง ๆ ต้อง 25%
- เพิ่มขนาดไม้เพื่อรีบกลับจุดเดิม — ทำให้ Drawdown ครั้งถัดไปลึกขึ้น
สรุป
Drawdown บอกว่าทุนลงไปลึกแค่ไหนจากจุดที่เคยดีที่สุด และความลึกนั้นกลับมายากขึ้นเร็วกว่าที่คิด การดูทั้ง Equity และ Balance พร้อมระยะเวลาที่ใช้ฟื้น ทำให้เห็นภาพความเสี่ยงที่แท้จริง ขั้นต่อไปคืออ่านค่า Drawdown สูงสุดในรายงานผลทดสอบให้ถูกใน Max Drawdown



Discussion