All posts

Counterparty Risk คืออะไร? ความเสี่ยงจากตัวโบรกเกอร์ที่ต้องประเมิน

นักเทรดส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับความเสี่ยงของตลาด แต่ยังมีความเสี่ยงอีกชั้นที่อยู่นอกกราฟ คือความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่เราฝากเงินไว้ด้วย บทความนี้อธิบายว่าความเสี่ยงจากตัวโบรกเกอร์ประกอบด้วยอะไร ตรวจอะไรได้บ้าง และทำไมการวางทุนทั้งก้อนไว้ที่เดียวจึงควรคิดให้ครบ

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Counterparty Risk คือความเสี่ยงที่ผู้ถือเงินของเราจะคืนเงินไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าเราเทรดดีหรือไม่
  • ระดับการกำกับดูแลต่างกันมากในแต่ละเขตอำนาจ ชื่อบริษัทเดียวกันอาจมีหลายนิติบุคคล
  • บัญชีแยก (Segregated Funds) ลดความเสี่ยงแต่ไม่ใช่การรับประกัน เป็นข้อกำหนดเรื่องการเก็บเงิน ไม่ใช่กองทุนชดเชย
  • ปัญหาการถอนเงินมักเป็นสัญญาณแรก ควรทดสอบถอนเงินก้อนเล็กเป็นประจำ
  • การกระจายทุนหลายบัญชีลดความเสียหายสูงสุดต่อเหตุการณ์เดียว แต่แลกกับการจัดการที่ยุ่งขึ้น

ความเสี่ยงจากตัวโบรกเกอร์คืออะไร

เมื่อโอนเงินเข้าบัญชีเทรด สิ่งที่เราถือคือสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทที่เปิดบัญชีให้ ไม่ใช่เงินสดในมือ ถ้าบริษัทมีปัญหาสภาพคล่อง ถูกระงับใบอนุญาต หรือหยุดดำเนินการ ยอดคงเหลือที่เห็นในแพลตฟอร์มจะยังแสดงตัวเลขเดิมได้ทั้งที่ถอนออกมาไม่ได้

ความเสี่ยงนี้จึงไม่สัมพันธ์กับผลการเทรดเลย พอร์ตที่บริหาร ความเสี่ยง ได้ดีตลอดปี ก็สูญเสียทั้งบัญชีได้จากเหตุการณ์เดียวที่ไม่เกี่ยวกับตลาด จึงต้องคิดถึงมันแยกจากความเสี่ยงต่อไม้

ระดับการกำกับดูแลไม่เท่ากัน

หน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละประเทศกำหนดเงื่อนไขไม่เหมือนกัน เรื่องที่มักต่างกันได้แก่ เงินกองทุนขั้นต่ำของบริษัท ข้อบังคับเรื่องการแยกเงินลูกค้า เพดาน Leverage และการมีหรือไม่มีกลไกชดเชยผู้ลงทุนเมื่อบริษัทล้มละลาย

  • ตรวจจากทะเบียนของหน่วยงานกำกับโดยตรง — ค้นหมายเลขใบอนุญาตเอง ไม่ใช่ดูจากโลโก้บนหน้าเว็บ
  • ดูว่าเปิดบัญชีกับนิติบุคคลใด — กลุ่มบริษัทหนึ่งมักมีหลายนิติบุคคล ความคุ้มครองผูกกับนิติบุคคลที่ระบุในสัญญาของเรา
  • อ่านข้อตกลงลูกค้า — โดยเฉพาะหัวข้อการถอนเงิน การปิดบัญชี และการระงับการซื้อขาย
  • ดูอายุการดำเนินงาน — ไม่ใช่หลักประกัน แต่ประวัติที่ยาวกว่ามีข้อมูลให้ตรวจมากกว่า

บทความนี้ไม่ระบุชื่อบริษัทหรือหน่วยงานใด เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือรู้ว่าต้องตรวจอะไร รายละเอียดอยู่ใน การเลือกโบรกเกอร์ และ Market Maker กับ ECN

บัญชีแยกคืออะไร และไม่ใช่อะไร

บัญชีแยก (Segregated Account) คือการที่บริษัทต้องเก็บเงินลูกค้าไว้คนละบัญชีธนาคารกับเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เจตนาคือเมื่อบริษัทมีปัญหา เงินลูกค้าจะไม่ถูกนับเป็นทรัพย์สินของบริษัทเพื่อชำระหนี้เจ้าหนี้รายอื่น

สิ่งที่บัญชีแยกไม่ได้ทำคือรับประกันว่าจะได้เงินคืนครบและคืนเร็ว การพิสูจน์ยอดและกระบวนการทางกฎหมายใช้เวลาได้นาน จึงควรมองว่าเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่ควรมี ไม่ใช่เหตุผลที่จะวางเงินทั้งหมดไว้ที่เดียว

สัญญาณเตือนที่เห็นได้ก่อน

ปัญหาของบริษัทมักปรากฏที่ขั้นตอนการถอนเงินก่อนเรื่องอื่น เพราะเป็นจุดที่ต้องใช้เงินสดจริง

  • เวลาถอนยาวขึ้นเรื่อย ๆ — จากไม่กี่ชั่วโมงเป็นหลายวัน โดยไม่มีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้
  • เพิ่มเอกสารหรือเงื่อนไขใหม่ตอนถอน — ทั้งที่ยืนยันตัวตนผ่านไปแล้วตอนฝาก
  • เปลี่ยนช่องทางการชำระเงินบ่อย หรือขอให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา
  • เงื่อนไขโบนัสที่ผูกกับการถอน — ยอดที่ถอนได้จริงน้อยกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

สัญญาณเหล่านี้ทับซ้อนกับเรื่องใน กลโกงในวงการ Forex แต่ไม่ได้แปลว่าทุกกรณีคือการฉ้อโกง บางครั้งเป็นปัญหาของผู้ให้บริการชำระเงิน สิ่งที่ทำได้คือถือว่าเป็นข้อมูลเชิงความเสี่ยง และลดยอดเงินที่วางไว้ให้เหลือเท่าที่จำเป็น

ตัวอย่าง: กระจายทุนแทนการฝากไว้ที่เดียว

สมมติว่ามีทุนสำหรับเทรดรวม 20,000 ดอลลาร์ ถ้าฝากไว้ที่เดียวทั้งหมด เหตุการณ์ที่ทำให้ถอนไม่ได้หนึ่งครั้งกระทบทุน 100% ถ้าแบ่งเป็นสามบัญชีคนละนิติบุคคลเป็น 8,000 / 7,000 / 5,000 ดอลลาร์ ความเสียหายสูงสุดจากเหตุการณ์เดียวจะเหลือ 8,000 ดอลลาร์ หรือ 40% ของทุน

เทียบการวางทุน 20,000 ดอลลาร์ไว้ที่โบรกเกอร์เดียวคิดเป็น 100% กับการแบ่งเป็นสามบัญชี 8,000, 7,000 และ 5,000 ดอลลาร์ ที่ทำให้ความเสียหายสูงสุดต่อเหตุการณ์เดียวเหลือ 40%

ในแผนภาพ แท่งซ้ายคือทุนทั้งก้อนที่วางไว้ที่เดียว 20,000 ดอลลาร์ คิดเป็นการกระจุกตัว 100% ส่วนสามแท่งขวาคือทุนเดียวกันที่แบ่งเป็น 8,000 (40%), 7,000 (35%) และ 5,000 ดอลลาร์ (25%) ถ้าบัญชีที่ใหญ่ที่สุดเข้าถึงไม่ได้ ยังเหลือทุนใช้งานได้ 12,000 ดอลลาร์ หรือ 60% ของทุนเดิม ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างอธิบายหลักการ ไม่ใช่สัดส่วนที่แนะนำ

ต้นทุนของการกระจาย

การแบ่งบัญชีไม่ได้มีแต่ข้อดี เงินที่ถูกแบ่งออกไปทำให้ Free Margin ของแต่ละบัญชีเล็กลง โอกาสชน Margin Call และ Stop Out จึงสูงขึ้นถ้ายังใช้ขนาดไม้เท่าเดิม นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมการโอน เวลาในการยืนยันตัวตนหลายที่ และภาระในการติดตามผลหลายบัญชีพร้อมกัน

  • ปรับขนาดไม้ตามทุนของแต่ละบัญชี — ไม่ใช่ตามทุนรวมทั้งพอร์ต
  • รวมรายงานไว้ที่เดียว — บันทึกผลทุกบัญชีในไฟล์เดียว
  • เทียบเงื่อนไขของแต่ละบัญชี — สเปรด ค่าคอมมิชชั่นและ Swap ต่างกันตามประเภทบัญชี
  • อย่าถือเงินไว้เกินที่ใช้จริง — ถอนส่วนเกินออกเป็นรอบ แทนที่จะปล่อยสะสม

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่าใบอนุญาตหนึ่งใบคุ้มครองทุกบัญชีของกลุ่มบริษัท — ความคุ้มครองผูกกับนิติบุคคลที่เราทำสัญญาด้วย
  • เลือกจากเงื่อนไขการเทรดอย่างเดียว — สเปรดต่ำไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคงของบริษัท
  • ปล่อยกำไรสะสมในบัญชีนานหลายปี — ยอดที่วางไว้คือยอดที่มีความเสี่ยงอยู่จริง
  • ถอนครั้งแรกตอนที่จะใช้เงินจริง — ไม่เคยทดสอบระบบถอน จึงไม่รู้ว่าใช้เวลาเท่าไร
  • เปิดหลายบัญชีกับนิติบุคคลเดียวกัน — ไม่ได้กระจายความเสี่ยงจากคู่สัญญาเลย

สรุป

ความเสี่ยงจากตัวโบรกเกอร์ควบคุมด้วยการเทรดไม่ได้ จึงต้องควบคุมด้วยโครงสร้าง คือเลือกคู่สัญญาอย่างมีเกณฑ์ ตรวจทะเบียนใบอนุญาตด้วยตัวเอง ทดสอบการถอนเป็นประจำ และกำหนดเพดานเงินต่อบัญชีเป็นตัวเลขล่วงหน้า ขั้นต่อไปคือกำหนดเพดานความเสียหายภายในบัญชี ซึ่งอธิบายไว้ใน Equity Stop ระดับบัญชี

Discussion