บทความทั้งหมด

Bollinger Bands คืออะไร? ใช้วัดความผันผวนอย่างไร

Bollinger Bands คือเส้นสามเส้นที่วางรอบราคา เส้นกลางเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ส่วนเส้นบนและล่างอยู่ห่างออกไปตามค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของราคาในช่วงเดียวกัน หน้าที่หลักของมันคือวัดความผันผวน ไม่ใช่บอกว่าราคาแพงหรือถูก

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • เส้นกลางคือ SMA ส่วนเส้นบนล่างคือระยะเบี่ยงเบนมาตรฐานจากเส้นกลาง
  • ราคาแตะขอบบนไม่ได้แปลว่าแพงเกินไป ในแนวโน้มที่แรงราคาวิ่งเกาะขอบได้ยาว
  • ช่วงที่แถบแคบลงคือช่วงที่ความผันผวนต่ำ ไม่ใช่สัญญาณบอกทิศทางที่จะเกิดต่อไป
  • ความกว้างของแถบเป็นค่าที่ตามหลัง เพราะคำนวณจากราคาที่เกิดไปแล้ว
  • เหมาะกับการปรับความกว้างของพารามิเตอร์ตามสภาพตลาด มากกว่าใช้เป็นสัญญาณเข้าออก

คำนวณมาจากอะไร

ค่าตั้งต้นที่ใช้กันทั่วไปคือ SMA 20 แท่ง และระยะ 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นตัวเลขที่บอกว่าราคาในช่วงนั้นกระจายตัวห่างจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน เมื่อราคาแกว่งแรง ค่านี้จะโต แถบจึงถ่างออกเอง

นี่คือเหตุผลที่แถบเปลี่ยนความกว้างตลอดเวลา มันไม่ได้ถูกตั้งไว้ตายตัว แต่ขยายและหดตามพฤติกรรมของราคาที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ ATR ใช้ เพียงแต่คำนวณคนละวิธี

ทำไมการแตะขอบถึงไม่ใช่สัญญาณกลับตัว

เพราะเส้นขอบถูกคำนวณจากราคาเอง เมื่อราคาวิ่งแรงในทิศทางเดียว ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจะโตขึ้นตาม ทำให้ขอบขยายออกไปพร้อมกับราคา ผลคือราคาสามารถเกาะขอบไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีอะไรผิดปกติ

การเปิดสถานะสวนทางเพียงเพราะราคาแตะขอบ จึงเป็นการสวนกับแนวโน้มที่กำลังแข็งแรงที่สุดพอดี นี่เป็นความเข้าใจผิดแบบเดียวกับการใช้ RSI ที่ระดับ 70 และ 30

Squeeze คือช่วงที่แถบแคบ

เมื่อราคาแกว่งน้อยลงต่อเนื่อง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจะหดและแถบจะแคบเข้าหากัน ช่วงนี้มักถูกเรียกว่า Squeeze สิ่งที่มันบอกคือความผันผวนในช่วงที่ผ่านมาต่ำ

แผนภาพแสดงแถบ Bollinger ที่แคบลงในช่วงตลาดเงียบและถ่างออกในช่วงผันผวน

สิ่งที่ Squeeze ไม่ได้บอกคือราคาจะออกทางไหน และจะออกเมื่อไร ความผันผวนต่ำมักตามมาด้วยความผันผวนสูงในที่สุด แต่ไม่ได้มีกรอบเวลาที่แน่นอน และทิศทางที่ออกก็เป็นคนละเรื่องกับการที่แถบแคบ

กับดักที่พบบ่อยคือการเห็นราคาทะลุขอบออกไปหลัง Squeeze แล้วสรุปว่าแนวโน้มใหม่เริ่มแล้ว ทั้งที่การทะลุขอบในช่วงที่แถบแคบเกิดได้ง่ายมาก เพราะขอบอยู่ใกล้ราคาอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวขนาดปกติจึงดูเหมือนการทะลุ ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน

Bandwidth และ %B

Bandwidth คือความกว้างของแถบเทียบกับเส้นกลาง ใช้ดูว่าตอนนี้ความผันผวนอยู่ในระดับไหนเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ส่วน %B บอกว่าราคาปัจจุบันอยู่ตรงไหนของแถบ โดย 1.0 คือขอบบนและ 0 คือขอบล่าง

  • Bandwidth ต่ำ — ตลาดเงียบ ระยะที่ราคาเดินต่อแท่งแคบลง
  • Bandwidth สูง — ตลาดผันผวน ระยะต่อแท่งกว้างขึ้น
  • %B เกิน 1 — ราคาอยู่นอกขอบบน เกิดได้ปกติในแนวโน้มที่แรง
  • ทั้งสองค่าเป็นค่าที่ตามหลัง — สรุปสิ่งที่เกิดไปแล้ว ไม่ได้เตือนล่วงหน้า

ใช้ปรับความกว้างของพารามิเตอร์

การใช้ที่ตรงกับสิ่งที่ Bollinger Bands วัดจริง คือเอาความกว้างของแถบไปปรับพารามิเตอร์อื่นให้ยืดหยุ่นตามสภาพตลาด เช่นระยะ Stop ระยะ Trailing หรือระยะห่างระหว่างไม้ในระบบที่วางสถานะหลายระดับ

แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่อธิบายไว้ในบทความ Grid Trading ที่ระยะห่างแบบคงที่กับระยะที่อิงความผันผวนให้พฤติกรรมต่างกันมากเมื่อตลาดเปลี่ยนสภาพ

ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ

  • ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสมมติว่าข้อมูลกระจายตัวแบบปกติ ซึ่งราคาจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอ
  • แถบขยายหลังจากแท่งใหญ่เกิดไปแล้ว จึงไม่ได้เตือนก่อนข่าวออก
  • ในตลาดที่กระโดดด้วยช่องว่างราคา เส้นขอบจะกระโดดตามอย่างรุนแรง
  • การปรับค่าเบี่ยงเบนจาก 2 เป็นค่าอื่นเปลี่ยนความถี่ที่ราคาแตะขอบไปทั้งหมด

สรุป

Bollinger Bands เป็นเครื่องมือวัดความผันผวนที่อ่านง่ายและมีประโยชน์จริงเมื่อใช้ถูกหน้าที่ จุดที่ทำให้คนเสียหายคือการตีความว่าขอบบนแปลว่าแพงและขอบล่างแปลว่าถูก การใช้ที่ได้ผลกว่าคือใช้ความกว้างของแถบเป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดระยะต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เป็นอยู่