บทความทั้งหมด

บริหารทั้งตะกร้า แทนการดูทีละไม้

เมื่อระบบเปิดสถานะหลายไม้พร้อมกันในสินค้าเดียวกัน การมองทีละไม้จะทำให้ตัดสินใจผิด เพราะสิ่งที่กำหนดผลจริงคือสถานะของทั้งชุดรวมกัน การบริหารแบบตะกร้าคือการเปลี่ยนหน่วยที่ใช้คิดจากไม้เดี่ยวมาเป็นทั้งชุด

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • สิ่งที่ต้องดูคือราคาเฉลี่ยของทั้งชุดและขนาดรวม ไม่ใช่ราคาเข้าของไม้แต่ละไม้
  • จุดคุ้มทุนของทั้งชุดคือตัวเลขเดียวที่มีความหมาย ในการวางแผนออก
  • ทุกไม้ที่เพิ่มเข้ามาทำให้จุดคุ้มทุนขยับ และทำให้ขนาดรวมโตขึ้น
  • การปิดบางส่วนเปลี่ยนทั้งราคาเฉลี่ยและขนาดรวมพร้อมกัน
  • ต้องมีตัวเลขขอบเขตของทั้งตะกร้า ไม่ใช่มีแค่ Stop ของแต่ละไม้

จุดคุ้มทุนของทั้งชุดอยู่ตรงไหน

เมื่อถือหลายไม้ในทิศทางเดียวกัน จุดที่ทั้งชุดกลับมาเท่าทุนคือราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดของแต่ละไม้ บวกกับต้นทุนที่จ่ายไปทั้งหมด ไม้ที่ใหญ่กว่าจึงดึงจุดนี้เข้าหาตัวมันเองมากกว่า

แผนภาพแสดงจุดคุ้มทุนของตะกร้าที่อยู่ใกล้ราคาปัจจุบันกว่าราคาเข้าของไม้แรก

จากภาพจะเห็นว่าราคาไม่จำเป็นต้องกลับไปถึงไม้แรกเพื่อให้ทั้งชุดเท่าทุน ซึ่งเป็นข้อดีที่แท้จริงของการทยอยเปิดเพิ่ม แต่ในทางกลับกัน จุดคุ้มทุนที่ขยับเข้ามาก็มาพร้อมขนาดรวมที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ทุกจุดที่ราคาเดินต่อมีน้ำหนักมากขึ้น

สิ่งที่ต้องเห็นบนหน้าจอตลอดเวลา

  • จำนวนไม้ที่เปิดอยู่และขนาดรวม — ตัวเลขพื้นฐานที่สุดของตะกร้า
  • ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก — ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยธรรมดาของราคาเข้า
  • ระยะจากราคาปัจจุบันถึงจุดคุ้มทุน — บอกว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน
  • Margin Level — ตามที่อธิบายใน Balance, Equity และ Margin
  • ระยะที่ราคาสวนได้ก่อนชนเพดาน — ตัวเลขที่ลดลงทุกครั้งที่เพิ่มไม้

การปิดบางส่วน

เมื่อปิดบางไม้ ขนาดรวมลดลงซึ่งเป็นผลดี แต่ราคาเฉลี่ยของส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนไปด้วย และอาจเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ได้ตั้งใจ ถ้าปิดไม้ที่ราคาดีออกไป ส่วนที่เหลือจะมีราคาเฉลี่ยแย่ลง แม้ขนาดรวมจะเล็กลงก็ตาม

ดังนั้นกฎการปิดบางส่วนควรระบุให้ชัดว่าปิดไม้ไหนด้วยเกณฑ์อะไร และต้องคำนวณผลที่มีต่อราคาเฉลี่ยและจุดคุ้มทุนของส่วนที่เหลือทุกครั้ง ไม่ใช่ปิดเพื่อให้ตัวเลขบนหน้าจอดูดีขึ้นชั่วคราว

ขอบเขตของทั้งตะกร้า

ระบบที่มี Stop ของแต่ละไม้แต่ไม่มีขอบเขตของทั้งชุด กำลังปล่อยให้ความเสียหายรวมเป็นตัวเลขที่ไม่มีใครกำหนดไว้ สิ่งที่ควรมีคือขอบเขตระดับตะกร้าที่ทำงานเมื่อเงื่อนไขถูกแตะ ไม่ว่าสถานะของไม้แต่ละไม้จะเป็นอย่างไร

  • ขาดทุนรวมสูงสุดของตะกร้า — คิดเป็นสัดส่วน ไม่ใช่จำนวนไม้
  • จำนวนไม้สูงสุด — เพดานที่ระบบห้ามข้าม
  • ระยะสูงสุดจากไม้แรก — ถ้าราคาเดินเกินนี้ แปลว่าสมมติฐานเดิมไม่จริงแล้ว
  • เวลาสูงสุดที่ถือตะกร้าได้ — เพราะต้นทุนตามเวลาเดินอยู่ตลอด

โครงสร้างแบบนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ระบบของ Ambside ใช้จริง เราพัฒนาและทดสอบมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตัวควบคุมทำงานได้ตามที่ตั้งใจ สิ่งที่เราไม่ทำคือรับรองผลลัพธ์ เพราะผลในอดีตและผลจากการทดสอบไม่ได้รับประกันผลในอนาคต สิ่งที่เรายืนยันได้คือขอบเขตถูกกำหนดไว้เป็นตัวเลขล่วงหน้า และผู้ใช้มองเห็นได้ว่าระบบกำลังถืออะไรอยู่

ปิดทั้งตะกร้าพร้อมกันหรือทยอยปิด

เมื่อทั้งชุดถึงเงื่อนไขที่ตั้งไว้ มีสองแนวทางหลัก คือปิดทั้งหมดพร้อมกัน กับทยอยปิดเป็นส่วน ๆ ทั้งสองแบบมีข้อแลกเปลี่ยนที่ต่างกันชัดเจน

  • ปิดทั้งหมดพร้อมกัน — จบเรื่องในครั้งเดียว ตัวเลขที่ได้ตรงกับที่วางแผนไว้ แต่ต้องรับ Slippage ของทุกไม้ในจังหวะเดียว
  • ทยอยปิด — กระจายผลกระทบจาก Slippage แต่ระหว่างที่ทยอยปิด ราคายังเดินต่อได้ ทำให้ผลสุดท้ายต่างจากที่คำนวณไว้

สิ่งที่ต้องตัดสินใจไว้ล่วงหน้าคือเลือกแบบไหนและด้วยเกณฑ์อะไร เพราะการตัดสินใจตอนที่เงื่อนไขถูกแตะแล้ว เป็นจังหวะที่แย่ที่สุดในการคิดเรื่องนี้ ระบบควรทำตามกฎที่เขียนไว้ ไม่ใช่รอคนมาเลือก

สรุป

การบริหารแบบตะกร้าคือการยอมรับว่าเมื่อเปิดหลายไม้ หน่วยที่มีความหมายไม่ใช่ไม้เดี่ยวอีกต่อไป สิ่งที่ต้องเห็นคือราคาเฉลี่ย ขนาดรวม จุดคุ้มทุน และระยะที่เหลือก่อนชนเพดาน ระบบที่แสดงตัวเลขเหล่านี้ตลอดเวลาทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าตอนนี้กำลังถืออะไรอยู่