Arbitrage ในตลาด Forex คืออะไร? ทำไมรายย่อยแทบไม่มีช่องให้ทำ

Arbitrage คือการทำกำไรจากราคาของสิ่งเดียวกันที่ไม่ตรงกันในสองที่ โดยไม่ต้องเดาทิศของตลาด ในตำราจึงถูกเรียกว่ากำไรที่ปราศจากความเสี่ยง แต่ในทางปฏิบัติของตลาดค่าเงินวันนี้ ส่วนต่างที่เห็นมักเล็กกว่าค่า Spread ที่ต้องจ่าย บทความนี้อธิบายรูปแบบที่พูดถึงกันบ่อย พร้อมคำนวณให้ดูว่าเงินตั้งต้นเหลือเท่าไรเมื่อเดินครบวง
ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Arbitrage อาศัยราคาที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทาง
- ส่วนต่างที่เห็นบนราคากลางไม่ใช่กำไร ต้องหัก Spread ของทุกขาออกก่อน
- ในตัวอย่างของบทความนี้ ส่วนต่าง 1.19 pips แพ้ต้นทุน 1.76 pips เงินตั้งต้นจึงลดลง
- ความเร็วเป็นตัวตัดสิน ราคาที่ไม่สอดคล้องมักหายไปในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที
- เงื่อนไขการใช้บริการของโบรกเกอร์หลายรายห้ามกลยุทธ์กลุ่มนี้ไว้ชัดเจน ควรอ่านก่อนเริ่ม
Arbitrage หมายถึงอะไรในตลาดค่าเงิน
ราคาค่าเงินไม่ได้มาจากศูนย์กลางเดียว แต่เกิดจากผู้เสนอราคาหลายรายที่ส่งราคาเข้ามาแข่งกัน ถ้าราคาของคู่หนึ่งไม่สอดคล้องกับอีกสองคู่ที่เกี่ยวข้องกัน หรือผู้เสนอราคาสองรายเสนอไม่เท่ากันในเวลาเดียวกัน ช่องว่างนั้นคือสิ่งที่ Arbitrage มองหา
ช่องว่างแบบนี้มีอยู่จริงและถูกปิดตลอดเวลา การปิดช่องว่างนั้นเองคือกลไกที่ทำให้ราคาจากหลายแหล่งยังสอดคล้องกัน กระบวนการเกิดราคาอธิบายไว้ที่ ราคาคู่เงินเกิดขึ้นได้อย่างไร
รูปแบบที่พูดถึงกันบ่อย
- สามเหลี่ยม (Triangular) — ใช้สามคู่ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น EURUSD, GBPUSD และ EURGBP แล้วตรวจว่าราคาคู่ที่สามตรงกับที่สองคู่แรกบอกไว้หรือไม่
- ความหน่วง (Latency) — อาศัยการที่ราคาจากแหล่งหนึ่งอัปเดตช้ากว่าอีกแหล่งเพียงเสี้ยววินาที
- ระหว่างโบรกเกอร์ — เปิดสถานะตรงข้ามกันสองบัญชีคนละที่ เมื่อราคาที่เสนอต่างกัน
- ส่วนต่างดอกเบี้ย — คนละเรื่องกัน เป็นการรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยซึ่งมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็ม ๆ
สามรูปแบบแรกมีหลักการเดียวกันคือทำกำไรจากราคาที่ไม่ตรงกัน ต่างกันที่ว่าความไม่ตรงนั้นอยู่ระหว่างคู่เงิน ระหว่างช่วงเวลา หรือระหว่างผู้เสนอราคา
ตัวอย่างคำนวณ Arbitrage สามเหลี่ยม
หลักของสามเหลี่ยมคือ EURGBP ควรเท่ากับ EURUSD ÷ GBPUSD ถ้าตัวเลขจริงต่างจากนั้น แปลว่ามีช่องว่างให้เดินครบวงแล้วได้เงินกลับมามากกว่าเดิม ภาพด้านล่างใช้ราคาตัวอย่างพร้อม Spread ที่พบได้ในบัญชีทั่วไป

ที่ราคากลาง EURUSD 1.08500 หารด้วย GBPUSD 1.27000 ได้ EURGBP ตามทฤษฎี 0.85433 ขณะที่ตลาดเสนอ 0.85445 จึงสูงกว่าทฤษฎี 1.19 pips แต่การเดินครบวงต้องยอมรับฝั่งที่เสียเปรียบของ Spread ทุกขา คือขายที่ Bid และซื้อที่ Ask เริ่มจาก 100,000 EUR ขายเป็น GBP ที่ 0.85436 ได้ 85,436.00 GBP แล้วขายเป็น USD ที่ 1.26993 ได้ 108,497.74 USD และซื้อ EUR กลับที่ 1.08505 เหลือ 99,993.31 EUR ขาดทุน 6.69 EUR ทั้งที่บนราคากลางดูเหมือนมีกำไร
ทำไมส่วนต่างถึงหายไป
เมื่อแปลงทุกอย่างเป็นหน่วยเดียวกัน Spread ของสามขารวมกันคิดเป็น 1.76 pips ของ EURGBP ส่วนต่างที่เห็นมีแค่ 1.19 pips ผลลัพธ์จึงเป็น −0.57 pip ต่อรอบ ยิ่งทำมากยิ่งเสียมาก
นี่คือเหตุผลที่ช่องว่างขนาดที่ "คุ้ม" หายไปเกือบหมดจากราคาที่รายย่อยเห็น ผู้เล่นที่ทำเรื่องนี้ได้คือฝ่ายที่มีต้นทุนต่อรอบต่ำกว่ามาก และมักได้ราคาที่ดีกว่าราคาที่ปลายทางเห็น โครงสร้างการส่งคำสั่งแต่ละแบบอธิบายไว้ที่ Market Maker กับ ECN ส่วนองค์ประกอบของต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ ต้นทุนการเทรด
เรื่องของความเร็ว
แม้จะเจอช่องว่างที่ใหญ่พอ ยังมีเงื่อนไขว่าราคาทั้งสามชุดต้องยังอยู่ตอนที่คำสั่งไปถึงเซิร์ฟเวอร์ ในทางปฏิบัติคำสั่งสามขาไม่ได้ถึงพร้อมกัน ขาที่ช้าที่สุดจึงเป็นตัวกำหนดผล และการเลื่อนของราคาเพียงเล็กน้อยก็ลบส่วนต่างทั้งหมดได้
การวาง VPS ใกล้เซิร์ฟเวอร์ช่วยลดเวลาเดินทางได้บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้แข่งกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะได้ และไม่ได้ลดความเสี่ยงที่คำสั่งจะถูกปฏิเสธหรือเติมได้เพียงบางส่วน
เงื่อนไขของผู้ให้บริการ
โบรกเกอร์จำนวนมากระบุในเงื่อนไขการใช้บริการว่าไม่อนุญาตให้ใช้กลยุทธ์ที่อาศัยความหน่วงของราคาหรือความไม่สอดคล้องของราคา บางรายกำหนดเวลาถือขั้นต่ำ หรือมีเงื่อนไขเรื่องการยกเลิกรายการที่เกิดจากราคาผิดพลาด
จึงควรอ่านเอกสารเงื่อนไขก่อนเสมอ ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษอย่างเดียว แต่เพราะกำไรที่คำนวณไว้จะไม่มีความหมายถ้ารายการถูกยกเลิกย้อนหลัง เงื่อนไขเหล่านี้ต่างกันไปในแต่ละราย จึงต้องดูของบัญชีที่ใช้จริง
สิ่งที่มักถูกเรียกว่า Arbitrage แต่ไม่ใช่
- เปิดสวนกันสองบัญชีเพื่อ "ล็อก" ขาดทุน — ไม่ได้ลดความเสี่ยง แค่เลื่อนเวลาและเพิ่มต้นทุน
- ถือคู่เงินที่ Swap เป็นบวก — ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่เต็ม
- เทรดส่วนต่างของสองคู่ที่สัมพันธ์กัน — เป็น Pairs Trading ซึ่งมีความเสี่ยงชัดเจน ไม่ใช่กำไรที่ปราศจากความเสี่ยง
- ระบบที่อ้างว่าไม่มีทางขาดทุน — ในตลาดที่มีต้นทุนและความล่าช้า ไม่มีโครงสร้างแบบนั้น
สรุป
Arbitrage เป็นแนวคิดที่ถูกต้องในทางทฤษฎีและเป็นกลไกที่ทำให้ราคาของตลาดสอดคล้องกัน แต่สำหรับรายย่อย ส่วนต่างที่เหลือให้เห็นมักเล็กกว่าต้นทุนต่อรอบ ดังตัวอย่างที่ 1.19 pips แพ้ 1.76 pips และยังมีเรื่องความเร็วกับเงื่อนไขของผู้ให้บริการซ้อนอยู่อีกชั้น เวลาที่ใช้ไล่ช่องว่างเหล่านี้มักคุ้มกว่าถ้าเอาไปลงกับการคุมความเสี่ยง ตามแนวทางใน การบริหารความเสี่ยง



Discussion