บทความทั้งหมด

Hedged Grid คืออะไร? กริดที่เปิดทั้งฝั่ง Buy และ Sell พร้อมกัน

Hedged Grid คือกริดที่วางไม้ทั้งฝั่ง Buy และ Sell ไว้ที่ระดับราคาเดียวกัน แทนที่จะเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ตอนเปิดคู่กันสถานะสุทธิเป็นศูนย์ จึงดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงทิศทาง แต่เมื่อฝั่งที่กำไรถูกปิดไปเรื่อย ๆ สถานะสุทธิที่เหลือจะโตขึ้นสวนทางที่ราคาไป บทความนี้เดินตัวเลขให้ดูทีละระดับว่าความเสี่ยงสะสมอย่างไร

ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อประกอบบทความ · ตรวจเงื่อนไขของโบรกเกอร์ก่อนเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • เปิดสองฝั่งพร้อมกันทำให้สุทธิเป็นศูนย์เฉพาะตอนเริ่ม ไม่ใช่ตลอดไป
  • กฎ "ปิดฝั่งที่กำไร ถือฝั่งที่ติดลบ" ทำให้สุทธิสวนทางที่ราคาไปเสมอ ยิ่งเทรนด์ยาว ยิ่งสวนมาก
  • กำไรที่ปิดแล้วเห็นชัด ส่วนขาดทุนยังลอยอยู่ ตัวเลขในบัญชีจึงดูดีกว่าความเป็นจริง
  • Margin และ Swap เดินทั้งสองขา การถือคู่กันไว้ไม่ใช่สถานะที่ไม่มีต้นทุน
  • ต้องมีเพดานที่ชัดเจน ทั้งจำนวนระดับสูงสุดและจุดปิดทั้งตะกร้า

ต่างจากกริดทางเดียวอย่างไร

กริดทางเดียวจะเลือกฝั่งไว้ก่อน เช่นตั้งคำสั่งซื้อเป็นชั้น ๆ ใต้ราคาปัจจุบัน ส่วน Hedged Grid วางทั้งสองฝั่งที่ทุกระดับ ข้อดีที่ชัดเจนคือไม่ต้องตัดสินใจเรื่องทิศตั้งแต่แรก และเมื่อราคาแกว่งไปมาในกรอบ ทั้งสองฝั่งจะสลับกันปิดทำกำไรได้

ข้อแลกเปลี่ยนคือจำนวนไม้ที่เปิดพร้อมกันเพิ่มเป็นเท่าตัว โครงสร้างพื้นฐานของกริดอ่านได้ที่ Grid Trading ส่วนการนับสถานะสองฝั่งในบัญชีอธิบายไว้ที่ Hedging

ข้อดีที่เป็นจริง

  • ไม่ต้องพยากรณ์ทิศ — ระบบทำงานได้ทั้งขาขึ้นและขาลง เพราะมีไม้รออยู่ทั้งสองฝั่ง
  • เก็บการแกว่งในกรอบได้ดี — ตลาดที่ขึ้นลงในช่วงแคบคือสภาพที่กริดสองฝั่งทำงานได้ตามออกแบบ
  • กฎชัดเจน ทดสอบซ้ำได้ — ระยะกริด ขนาดไม้ และเป้าหมายกำไรเป็นตัวเลขทั้งหมด
  • กระจายจุดเข้า — ไม่ต้องพึ่งจังหวะเข้าครั้งเดียวให้ถูก

ข้อดีเหล่านี้เป็นเรื่องจริงและเป็นเหตุผลที่โครงสร้างนี้ถูกใช้กันมานาน แต่ทุกข้อมีเงื่อนไขเดียวกันคือ ราคาต้องกลับมาในกรอบก่อนที่สถานะสะสมจะใหญ่เกินบัญชี

ตัวอย่าง: ราคาเดินทางเดียว 80 pips

สมมติกริด EURUSD ระยะ 20 pips ไม้ละ 0.10 lot รอบราคา 1.08000 และทุกระดับเปิดทั้ง Buy และ Sell ไม้ที่กำไรครบหนึ่งช่องจะถูกปิด ส่วนไม้ที่ติดลบถือต่อ จากนั้นให้ราคาขึ้นไปหยุดที่ 1.08800

ตารางระดับกริดห้าระดับของ EURUSD แสดงไม้ Buy ที่ปิดทำกำไรไปแล้วคู่กับไม้ Sell ที่ยังเปิดและลอยติดลบ พร้อมสรุปขนาดสถานะสุทธิ ผลรวมของบัญชี และต้นทุน Margin กับ Swap ของทั้งสองขา

ผลที่ได้คือไม้ Buy ของสี่ระดับล่างถูกปิดไปแล้วระดับละ 20 USD รวมเป็นกำไรที่ปิดแล้ว 80 USD ซึ่งดูดี แต่ไม้ Sell ทั้งห้าไม้ยังเปิดอยู่ครบ ลอยติดลบที่ 0, −20, −40, −60 และ −80 USD รวมเป็น −200 USD เมื่อรวมกำไรที่ปิดแล้วกับส่วนที่ยังลอยอยู่ บัญชีตัวอย่างนี้อยู่ที่ −120 USD ทั้งที่ทุกไม้ที่ปิดไป ปิดด้วยกำไรทั้งหมด

สถานะสุทธิโตสวนทางที่ราคาไป

นับเฉพาะไม้ที่ยังเปิดอยู่ จะมี Sell 0.50 lot และ Buy 0.10 lot รวมสองขาเป็น 0.60 lot แต่สุทธิคือ Sell 0.40 lot นั่นคือหลังจากราคาขึ้นมา 80 pips พอร์ตกลับถือฝั่งขายมากกว่าฝั่งซื้อ และจะขายมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าราคาขึ้นต่อ

กลไกนี้ไม่ใช่ข้อผิดพลาดของการตั้งค่า แต่เป็นผลโดยตรงของกฎ "ปิดฝั่งที่กำไร ถือฝั่งที่ติดลบ" ในตลาดที่แกว่งในกรอบ มันคือสิ่งที่ทำให้ระบบเก็บกำไรได้ ในตลาดที่มีแนวโน้มยาว มันคือสิ่งที่ทำให้ขาดทุนลอยโตขึ้นเร็วกว่ากำไรที่เก็บได้ ลักษณะการสะสมสถานะคล้ายกันนี้พบได้ในโครงสร้างแบบ DCA และ Martingale ด้วย

Margin และ Swap เดินทั้งสองขา

เรื่อง Margin ต้องดูเงื่อนไขของผู้ให้บริการ บางรายคิดจากขาที่ใหญ่กว่า บางรายคิดเต็มทั้งสองขา ในตัวอย่างข้างบนที่เลเวอเรจ 1:100 ถ้าคิดจากสุทธิ 0.40 lot จะใช้ราว 435 USD แต่ถ้าคิดเต็ม 0.60 lot จะเป็นราว 653 USD ความแตกต่างนี้สำคัญมากเมื่อจำนวนไม้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นตัวกำหนดว่าบัญชีจะเข้าใกล้ระดับ Stop Out เร็วแค่ไหน

Swap ก็เดินแยกทุกไม้ทุกคืน และอัตราฝั่งซื้อกับฝั่งขายมักไม่หักล้างกันพอดี ถ้าใช้อัตราตัวอย่าง −0.80 กับ −0.20 USD ต่อ 0.10 lot ต่อคืน หกไม้ในภาพจะมีต้นทุน 1.80 USD ต่อคืน หรือราว 54 USD ใน 30 คืน ตัวเลขนี้เดินต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ไม้ยังไม่ถูกปิด

สิ่งที่ต้องกำหนดก่อนเริ่ม

  • จำนวนระดับสูงสุด — กริดที่ไม่มีเพดานคือกริดที่ขนาดรวมไม่มีขีดจำกัด
  • จุดปิดทั้งตะกร้า — ทั้งฝั่งกำไรและฝั่งขาดทุน คิดจากผลรวมของทุกไม้ ไม่ใช่ทีละไม้ ดูแนวทางที่ การจัดการแบบตะกร้า
  • เพดานความเสี่ยงเทียบกับ Equity — กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุน ไม่ใช่จำนวนเงินลอย ๆ และวัดจาก Equity ซึ่งรวมกำไรขาดทุนที่ยังลอยอยู่
  • ช่วงที่จะไม่เปิดไม้ใหม่ — เช่นช่วงที่ความผันผวนสูงผิดปกติหรือช่วงข่าวสำคัญ

โครงสร้างแบบนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ระบบของ Ambside ใช้จริง เราพัฒนาและทดสอบมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตัวควบคุมทำงานได้ตามที่ตั้งใจ สิ่งที่เราไม่ทำคือรับรองผลลัพธ์ เพราะผลในอดีตและผลจากการทดสอบไม่ได้รับประกันผลในอนาคต สิ่งที่เรายืนยันได้คือขอบเขตถูกกำหนดไว้เป็นตัวเลขล่วงหน้า และผู้ใช้มองเห็นได้ว่าระบบกำลังถืออะไรอยู่

ความผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ดูแค่กำไรที่ปิดแล้ว — ตัวเลขที่บอกสถานะจริงคือ Equity ซึ่งรวมส่วนที่ยังลอยอยู่
  • คิดว่าสองฝั่งหักล้างกันจึงไม่ต้องคุมขนาด — หักล้างกันเฉพาะตอนที่ยังครบคู่เท่านั้น
  • ตั้งระยะกริดแคบเกินไป — จำนวนไม้โตเร็วมากในตลาดที่มีแนวโน้ม และต้นทุนต่อรอบสูงขึ้นตาม
  • เพิ่มขนาดไม้เมื่อขาดทุนสะสม — เปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นแบบที่ความเสี่ยงโตเร็วกว่าเดิมมาก

สรุป

Hedged Grid ให้ระบบที่ทำงานได้โดยไม่ต้องทายทิศ และทำงานได้ดีจริงเมื่อราคาแกว่งในกรอบ สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือสถานะสุทธิไม่ได้เป็นศูนย์ตลอด และมันจะโตขึ้นในทางตรงข้ามกับแนวโน้มเสมอเมื่อฝั่งกำไรถูกปิดไปก่อน ตัวเลขที่ควรเฝ้าจึงเป็นผลรวมทั้งตะกร้าและระดับ Margin ไม่ใช่กำไรที่ปิดไปแล้ว แนวทางคุมความเสี่ยงโดยรวมอ่านต่อได้ที่ การบริหารความเสี่ยง